ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับ สั่งเดินหน้าพัฒนา "ควอนตัมคอมพิวเตอร์" เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ให้สำเร็จภายในปี 2028 หวังช่วงชิงความเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งตลอดกาลอย่าง "จีน" พร้อมสั่งยกระดับระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ของภาครัฐสู่ยุค "หลังควอนตัม" เพื่อป้องกันการถูกเจาะระบบถอดรหัสในอนาคต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับ เพื่อเร่งรัดการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computing) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีสมรรถนะเหนือกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันอย่างมหาศาล โดยมุ่งหวังให้เกิดการใช้งานจริงในภาคการวิจัยและการทหาร ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงกับประเทศจีน

ไมเคิล คราตสิออส ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งทำเนียบขาว เปิดเผยว่า คำสั่งฉบับแรกกำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งานเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ให้ได้ภายในปี 2028 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่รวดเร็วกว่าแผนของบริษัทยักษ์ใหญ่ในภาคเอกชนอย่าง IBM, ไมโครซอฟท์ และ กูเกิล ที่ตั้งเป้าจะส่งมอบอุปกรณ์ควอนตัมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ภายในปี 2029

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำงานแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่ประมวลผลด้วยระบบ "บิต" (Bits) ซึ่งมีสถานะเป็น 0 หรือ 1 ทีละตัว แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะใช้ "คิวบิต" (Qubits) ตามกฎของควอนตัมฟิสิกส์ ทำให้สามารถเป็นได้ทั้ง 0 และ 1 ในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้มันสามารถคำนวณและประมวลผลความเป็นไปได้อันมหาศาลพร้อมๆ กัน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าทั้งในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิทยาศาสตร์วัสดุ และเคมี

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของทำเนียบขาวชี้แจงว่า แบบจำลองควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนานี้ จะมีขีดความสามารถน้อยกว่าระบบเชิงพาณิชย์ที่ภาคเอกชนกำลังซุ่มพัฒนาอยู่ โดยรัฐบาลมองว่าโมเดลปี 2028 นี้จะเป็น "สะพานเชื่อม" หรือบันไดขั้นแรกไปสู่ระบบที่มีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันควอนตัมคอมพิวเตอร์ยังคงมีอัตราการทำงานที่ผิดพลาดสูงเกินกว่าจะนำมาใช้งานจริงนอกห้องปฏิบัติการ

...

นอกเหนือจากประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังเป็นดาบสองคมที่น่ากลัว เนื่องจากพลังทำลายล้างในการประมวลผลของมันสามารถถอดรหัสลับที่ปกป้องระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย

ทรัมป์จึงได้ลงนามในคำสั่งบริหารฉบับที่สองเพื่อปกป้องระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในอนาคต โดยกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานภาครัฐย้ายระบบประมวลผลหลักไปสู่ระบบ "วิทยาการรหัสลับยุคหลังควอนตัม" (Post-Quantum Cryptography) หรือระบบเข้ารหัสที่ทนทานต่อการโจมตีจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ให้สำเร็จภายในปี 2030 ถึง 2031

คำสั่งดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน โดยสั่งการให้เริ่มนำ "ควอนตัมเซนเซอร์" (Quantum Sensors) มาใช้งานจริงในกองทัพภายในปี 2028 ซึ่งเซนเซอร์ชนิดนี้จะช่วยให้เครื่องบินรบสามารถนำทางในสมรภูมิได้แม้ระบบระบุพิกัดทั่วโลก จะถูกตัดขาดหรือถูกรบกวนสัญญาณ และหากนำไปติดตั้งบนดาวเทียม จะสามารถตรวจจับกิจกรรมใต้ดิน เช่น การลักลอบขุดอุโมงค์ หรือการสร้างอุโมงค์เก็บขีปนาวุธจากห้วงอวกาศได้อีกด้วย

แมทธิว คินเซลลา ซีอีโอของบริษัท Infleqtion ซึ่งเข้าร่วมพิธีลงนามในทำเนียบขาว แสดงความเห็นว่า "มีสิ่งน่าสนใจมากมายที่ควอนตัมเซนเซอร์สามารถทำได้ล่วงหน้าก่อนที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะเสร็จสมบูรณ์ และกรอบเวลาที่รัฐบาลกำหนดมานั้นมีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จจริง"

ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของรัฐบาลทรัมป์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อเดือนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพิ่งประกาศอัดฉีดงบประมาณร่วมทุนมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7 หมื่นล้านบาท) ให้กับบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม 9 แห่ง รวมถึงโครงการร่วมทุนใหม่ของ IBM นอกจากนี้ ตัวคำสั่งยังเน้นย้ำถึงการกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศคู่แข่งหรือชาติที่เป็นปฏิปักษ์เข้ามาแทรกแซงและทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจรวมถึงความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ.


ที่มา White House / Reuters