รายงานของสหประชาชาติระบุว่า กองทัพเมียนมาสังหารพลเรือนไปกว่า 700 รายในช่วงการเลือกตั้งซึ่งกินเวลา 6 เดือน โดยกว่าครึ่งเป็นผู้หญิงและเด็ก
เมื่อ 22 มิ.ย. 2569 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เผยรายงานฉบับใหม่ซึ่งระบุว่า กองทัพเมียนมามีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพลเรือนมากกว่า 700 ราย ตลอดช่วงการเลือกตั้งนาน 6 เดือนซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปีก่อนจนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 702 รายตลอดช่วงระยะเวลาการเลือกตั้งระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 โดยในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิง 224 ราย และเด็กอีก 153 ราย
กระบวนการเลือกตั้งดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นเรื่องลวงโลก เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักๆ ถูกกีดกันออกจากการเลือกตั้งไปหมดแล้ว
นอกจากนี้ รายงานยังเตือนด้วยว่า “ความช่วยเหลือจากนานาชาติที่ลดน้อยลง กำลังซ้ำเติมให้ความทุกข์ยากของประชาชนอีกหลายล้านคนรุนแรงยิ่งขึ้น”
ทั้งนี้ กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหาร โค่นอำนาจรัฐบาลพลเรือนของนาง อองซาน ซูจี เมื่อปี 2564 เป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และประชาชนอีกหลายล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น
การรัฐประหารดังกล่าวยังทำให้กองกำลังติดอาวุธในเมียนมาลุกขึ้นมาแสดงการต่อต้าน จนถึงในปัจจุบันนี้พื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศก็ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน
รายงานของ OHCHR ระบุอีกว่า การโจมตีทางอากาศ “ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งที่สร้างความเสียหายและความทุกข์ทรมานให้แก่ประชาชน”
ภาคสะกาย (Sagaing) ถือเป็น “พื้นที่ที่อันตรายที่สุดสำหรับพลเรือน ในขณะที่กองทัพพยายามรุกคืบเพื่อยึดดินแดนคืน” โดยมีพลเรือนเสียชีวิตถึง 191 รายในช่วงเวลา 6 เดือนดังกล่าว ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 60 ราย และเด็กอีก 30 ราย
...
รายงานฉบับนี้ยังได้กล่าวถึงการละเมิดสิทธิของชาวโรฮีนจา ซึ่งต้องเผชิญกับการบังคับเกณฑ์ทหารโดยกองทัพอาระกัน (Arakan Army) รวมถึงการเข่นฆ่า, การจับกุมโดยพลการ และความรุนแรงทางเพศ
นายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า “ราวกับว่าประชาชนชาวเมียนมายังทนทุกข์ทรมานด้วยน้ำมือของกองทัพไม่มากพอ บัดนี้พวกเขาดูเหมือนจะถูกคนภายนอกประเทศหลงลืมไปเสียแล้ว”
“ในหลายพื้นที่ เงินทุนสำหรับการปกป้องคุ้มครองในระดับท้องถิ่นถือเป็นเครื่องปลอบประโลมใจเพียงสิ่งเดียวจากความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการตกเป็นเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง และการโจมตีอย่างไร้ขอบเขตของกองทัพ การลดทอนความช่วยเหลือลงมีแต่จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเจ็บปวดนั้นให้เลวร้ายลงไปอีก”
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc