เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเปิดการเจรจากับอิหร่านอย่างเป็นทางการ หวังผลักดันข้อตกลงจำกัดโครงการนิวเคลียร์และต่อยอดกรอบหยุดยิงชั่วคราว 60 วัน ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเปราะบางจากเหตุปะทะระหว่างอิสราเอล–กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และข้อพิพาทเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ
นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศเอ็มเมน ชานเมืองลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเข้าร่วมการเจรจาอย่างเป็นทางการกับแกนนำระดับสูงของอิหร่าน ในการหาข้อตกลงควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และขยายผลข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามระหว่างสองประเทศที่ตึงเครียดมานานเกือบ 4 เดือน
เดิมทีนายแวนซ์มีกำหนดการเดินทางถึงบือเกนสต็อก รีสอร์ตหรูใกล้เมืองลูเซิร์นตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ แต่กำหนดการต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระลอกใหม่ในเลบานอน จนทำให้คณะผู้แทนของอิหร่านสั่งยกเลิกแผนการเดินทางในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนใจยอมส่งคณะเจรจามาในที่สุด โดยฝ่ายอิหร่านนำโดยนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากธนาคารกลางและกระทรวงน้ำมัน
ขณะที่ทีมเจรจาของสหรัฐฯ นอกจากรองประธานาธิบดีแวนซ์แล้ว ยังมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และนายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้เริ่มหารือเชิงเทคนิคกับฝ่ายอิหร่านแล้วก่อนหน้านี้ โดยการเจรจาครั้งนี้มีปากีสถาน นำโดยนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ และผู้บัญชาการทหารบก จอมพลอาซิม มูเนียร์ ร่วมกับกาตาร์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง
...
บรรยากาศการเจรจาในวันแรกกลับมาตึงเครียด เมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ประกาศว่าได้สั่ง "ปิดช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอ้างเหตุผลว่า กองทัพอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการเดินหน้าโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างหนัก จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 รายภายในวันเดียว และมองว่าสหรัฐฯ ล้มเหลวในการปฏิบัติตามข้อตกลง 14 ข้อที่ทำไว้ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข้ออ้างของอิหร่าน โดยยืนยันว่าไม่มีหลักฐานว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง และในวันเสาร์ที่ผ่านมายังมีเรือพาณิชย์และเรือขนส่งน้ำมันแล่นผ่านตามปกติถึง 55 ลำ ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 17 ล้านบาร์เรลสู่ตลาดโลก โดยกองทัพสหรัฐฯ จะยังคงตรึงกำลังดูแลความปลอดภัยเพื่อให้การเดินเรือเป็นไปอย่างเสรีต่อไป
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เตือนอิหร่านว่า จะไม่มีการจัดเก็บค่าผ่านทางใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซในช่วงข้อตกลงหยุดยิง 60 วันนี้ แต่หากการเจรจาสันติภาพล้มเหลว สหรัฐฯ อาจพิจารณาเรียกเก็บภาษีผ่านทางในช่องแคบนี้เอง เพื่อเป็น "ค่าบริการในฐานะเทวดาอารักขา ให้แก่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง"
กรอบข้อตกลงชั่วคราวระยะเวลา 60 วันที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ได้สร้างความพึงพอใจและไม่พอใจให้หลายฝ่าย โดยข้อตกลงระบุให้อิหร่านสามารถขายน้ำมันได้อย่างเสรีอีกครั้ง และสามารถเข้าถึงทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่เคยถูกแช่แข็งไว้ แลกกับการที่อิหร่านต้องลดความเข้มข้นของคลังสำรองยูเรเนียมสมรรถนะสูงลง
แผนการนี้กลับถูกโจมตีอย่างหนักจากกลุ่มรีพับลิกันสายเหยี่ยวในสหรัฐฯ ที่มองว่าข้อตกลงนี้หละหลวมเกินไป และแทบไม่ต่างจากข้อตกลงนิวเคลียร์ในยุคของอดีตประธานาธิบดีโอบามาที่ทรัมป์เคยฉีกทิ้งไปในอดีต นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่คือ ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่าง "ไม่ได้ร่วมลงนาม" ในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านครั้งนี้ด้วย
นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศกร้าวว่าจะคงกำลังทหารในเลบานอนตอนใต้ต่อไปจนกว่าภัยคุกคามต่ออิสราเอลจะถูกกำจัดอย่างสิ้นเชิง ขณะที่กลุ่มเฮซบอลลาห์ก็ยิงขีปนาวุธตอบโต้กว่า 50 ลูก พร้อมลั่นวาจาว่าจะไม่ยอมให้อิสราเอลมีเสรีภาพในการเคลื่อนทัพในดินแดนเลบานอนอย่างเด็ดขาด
ผลสำรวจล่าสุดจากมหาวิทยาลัยฮิบรูระบุว่า ชาวอิสราเอลถึงร้อยละ 92 มองว่าอิหร่านได้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้มากกว่าอิสราเอล และมีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่เชื่อว่าอิสราเอลได้รับชัยชนะ ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางการเมืองภายในของอิสราเอลที่อาจส่งผลให้วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางยากที่จะหาข้อยุติที่ถาวร แม้จะมีการเจรจาเกิดขึ้นที่สวิตเซอร์แลนด์ก็ตาม.
ที่มา Associated Press / Reuters