"แอนดี เบิร์นแฮม" อดีตรัฐมนตรีและนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม สส.เขตเมเกอร์ฟิลด์อย่างถล่มทลาย ปูทางการกลับสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อเตรียมเปิดศึกท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงานและนายกรัฐมนตรีอังกฤษจาก "เคียร์ สตาร์เมอร์" ที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างหนัก

แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นักการเมืองรุ่นใหญ่ของพรรคแรงงาน สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการการเมืองสหราชอาณาจักร หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมครั้งสำคัญที่เขตเมเกอร์ฟิลด์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ โดยเบิร์นแฮมกวาดคะแนนเสียงไปได้ถึงร้อยละ 54.8 ทิ้งห่าง โรเบิร์ต เคนยอน ผู้สมัครจากพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร หรือรีฟอร์ม ยูเค ซึ่งเป็นพรรคประชานิยมขวาจัดของไนเจล ฟาราจ ที่ได้คะแนนไปร้อยละ 34.5 ด้วยส่วนต่างมากกว่า 9,000 คะแนน ขณะที่ยอดผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 59

ชัยชนะอย่างเด็ดขาดในเขตพื้นที่ของชนชั้นแรงงานครั้งนี้ ทำให้เบิร์นแฮม วัย 56 ปี เจ้าของฉายา "ราชาแห่งแดนเหนือ" (King of the North) จากผลงานการชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ 3 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2017 ถือเป็นการเปิดเส้นทางกลับเข้าสู่รัฐสภาได้สำเร็จ และก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่พร้อมจะเปิดศึกท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคจากนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ 

แม้ว่าพรรคแรงงานภายใต้การนำของสตาร์เมอร์ วัย 63 ปี จะเพิ่งชนะเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลายเหนือนายกฯ จากพรรคอนุรักษนิยมมาเมื่อ 23 เดือนก่อน แต่ปัจจุบันเขากลายเป็นหนึ่งในผู้นำอังกฤษที่มีคะแนนนิยมตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากปัญหารุมเร้า ทั้งการพลิกผันนโยบายไปมา ข้อครหาเรื่องความโลเล และประเด็นอื้อฉาวจากการแต่งตั้งนายปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตผู้ใกล้ชิดของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงวอชิงตัน

...

กระแสความไม่พอใจเริ่มรุนแรงขึ้นหลังจากพรรคแรงงานพ่ายแพ้ยับเยินในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ สส. พรรคแรงงานราว 1 ใน 4 ออกมาเรียกร้องให้สตาร์เมอร์ลาออก ขณะที่รัฐมนตรีหลายคนตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเพื่อประท้วง ท่ามกลางผลสำรวจระดับชาติที่ชี้ว่า พรรค รีฟอร์ม ยูเค มีแนวโน้มจะชนะการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าในปี 2029

นี่จึงทำให้นายจอช ไซมอนส์ อดีต สส. เขตเมเคอร์ฟิลด์ จึงยอมสละเก้าอี้เพื่อให้เบิร์นแฮมได้ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม เพื่อกลับเข้าสู่สภาและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ซึ่งตามกฎของพรรคแรงงาน ผู้ที่จะลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะต้องเป็น สส. ปัจจุบัน และต้องการเสียงสนับสนุนจาก สส. ในพรรคอย่างน้อยร้อยละ 20 หรือ 81 เสียง จากทั้งหมดกว่า 400 เสียง ซึ่งคาดว่าเบิร์นแฮมจะรวบรวมเสียงสนับสนุนได้อย่างง่ายดาย โดยเขามีกำหนดการเข้าพิธีปฏิญาณตนเป็น สส. ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ในสุนทรพจน์หลังรับชัยชนะ เบิร์นแฮม ซึ่งจัดเป็นนักการเมืองปีกซ้ายสายอ่อน (soft-left) ผู้สนับสนุนการโอนกิจการสาธารณูปโภคหลักกลับมาเป็นของรัฐ ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังไปยังพรรคของตนเองว่า "นี่คือโอกาสสุดท้ายที่เราจะเปลี่ยน เราต้องรับฟัง ต้องลงมือทำ และต้องทำให้ออกมาถูกต้อง เพราะเราจะไม่มีโอกาสแก้ตัวเป็นครั้งที่สอง" พร้อมระบุว่าผลลัพธ์นี้คือจุดเปลี่ยนที่จะนำพาประเทศออกจาก "การเมืองที่แบ่งแยกและมืดมน" แบบที่เห็นในสหรัฐฯ

แม้ว่าสตาร์เมอร์จะทวีตข้อความแสดงความยินดีกับเบิร์นแฮม โดยระบุว่าผู้ออกเสียงเลือก "แคมเปญแห่งความหวังและการมองโลกในแง่ดี" แต่เขาก็ยืนกรานว่าจะไม่ยอมลาออกง่าย ๆ อย่างไรก็ตาม แฮร์เรียต ฮาร์แมน ผู้อาวุโสของพรรคได้แนะนำให้ สตาร์เมอร์, เวส สตรีตติง อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเต็ง และเบิร์นแฮม หันหน้ามาเจรจากันเพื่อกำหนดกระบวนการเลือกผู้นำคนใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรงภายในพรรค

ทั้งนี้ หากเกิดการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจริง จะทำให้สหราชอาณาจักรมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างรุนแรง และความโกรธแค้นของประชาชนต่อความล้มเหลวในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัญหาด้านบริการสาธารณะ และวิกฤตผู้อพยพผิดกฎหมายที่ยืดเยื้อมานาน.


ที่มา Reuters / AFP