สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข้อมูลพิเศษจากแหล่งข่าวที่ระบุว่า กรอบข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมุ่งยุติความขัดแย้งและฟื้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ มีแผนจัดตั้งกองทุนลงทุนภาคเอกชนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.75 ล้านล้านบาท เพื่อระดมทุนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นการลงทุนในอิหร่าน โดยมีเงินลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับคำมั่นสนับสนุนแล้ว และจะเริ่มดำเนินการได้ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายลงนามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข้อมูลพิเศษจากแหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ระบุว่า ในร่างกรอบความร่วมมือมีการระบุถึงแผนการจัดตั้งกองทุนภาคเอกชนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.75 ล้านล้านบาท) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่อิหร่าน โดยล่าสุดได้รับคำมั่นด้านเงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชนแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว

แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากแผนการนี้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า กองทุนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันผลักดันข้อตกลงฉบับสุดท้ายให้สำเร็จ ในขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเตรียมลงนามร่วมกันในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.)

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่าน แถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงกรอบการทำงานร่วมกันเพื่อยุติภาวะสงคราม ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และเปิดเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลกอีกครั้ง

...

แหล่งข่าวระบุชัดเจนว่า กองทุนใหม่นี้จะมีชื่อว่า "กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา" (Reconstruction and Development Fund) โดยจะเป็นกลไกการลงทุนของภาคเอกชนโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่โครงการช่วยเหลือเพื่อการบูรณะประเทศหรือการจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม และจะไม่มีเม็ดเงินหรือเงินทุนอุดหนุนจากรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น ขณะนี้บริษัทเอกชนจากสหรัฐฯ, กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย, เอเชีย, อเมริกาใต้ และแอฟริกา ได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมสนับสนุนเงินทุนแล้ว โดยครอบคลุมภาคธุรกิจพลังงาน, โลจิสติกส์, การผลิต และการคมนาคมขนส่ง

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงจากฝั่งอิหร่านให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า ในตอนแรกอิหร่านได้เรียกร้องเงินจำนวน 4 แสนล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ เพื่อเป็นค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม แต่ทางสหรัฐฯ ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง จึงนำมาสู่แนวคิดการจัดตั้งกองทุนร่วมนี้ขึ้นมาแทน โดยกลไกดังกล่าวจะเปิดทางให้ประเทศในภูมิภาคเข้ามามีส่วนร่วมในหลายรูปแบบ เช่น การค้ำประกันเงินกู้, การเปิดวงเงินสินเชื่อ หรือการลงทุนโดยตรงเพื่อฟื้นฟูสถานที่ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม เช่น นิคมอุตสาหกรรมเหล็กโมบาราเคห์, โรงกลั่นน้ำมัน, สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

อิหร่าน ถือเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา กลับแทบไม่มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศเลยเนื่องจากถูกตัดขาดจากตลาดทุนโลกด้วยมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจากสหรัฐฯ และนานาชาติ

อย่างไรก็ดี อิหร่านเป็นประเทศที่มีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก นอกจากนี้ยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีการศึกษาสูงกว่า 92 ล้านคน มีฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และมีศักยภาพที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ในอีกหลายภาคส่วน ตั้งแต่ปิโตรเคมี เหมืองแร่ ไปจนถึงการท่องเที่ยวและการเกษตร

แหล่งข่าวเน้นย้ำว่า กองทุนการลงทุนนี้ "แยกส่วนอย่างสิ้นเชิง" จากการเจรจาคู่ขนานเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และการคืนสินทรัพย์ของรัฐบาลอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ โดยทั้งสองเรื่องเป็นกลไกทางการเงินที่มีวัตถุประสงค์และกรอบเวลาที่แตกต่างกัน

กองทุนนี้จะยังไม่มีการจัดตั้งหรือเริ่มดำเนินการจนกว่าข้อตกลงฉบับสุดท้ายที่เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่ายจะเสร็จสิ้น โดยบันทึกความเข้าใจที่จะลงนามในวันศุกร์นี้จะเป็นเพียงการวางโครงสร้างกระบวนการทำงานในช่วง 60 วันข้างหน้า ซึ่งผู้บริหารกองทุนจะทำงานร่วมกับฝ่ายอิหร่านและนักลงทุนเพื่อวางแผนและกำหนดขอบเขตของโครงการต่างๆ

ทางด้านโฆษกทำเนียบขาวได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นโดยตรง แต่ได้ชี้แจงโดยอ้างอิงถึงบทสัมภาษณ์ของรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ผ่านรายการของสถานีโทรทัศน์ CBS เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งแวนซ์ระบุว่า อิหร่านอาจเข้าถึงกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ที่สนับสนุนโดยกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้ ก็ต่อเมื่ออิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงกับวอชิงตันอย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึงการยุติโครงการนิวเคลียร์, กำจัดคลังสะสมสารกัมมันตรังสีที่เสริมสมรรถนะแล้วทั้งหมด และยอมรับระบบการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด

แม้ว่าแหล่งข่าวจะยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนนี้เนื่องจากรายละเอียดสำคัญยังคงต้องรอการเจรจา แต่ได้มีการเปิดเผยรายชื่อประเทศที่มีบริษัทเอกชนตอบรับเข้าร่วมแล้ว ได้แก่ เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจระยะเวลา 60 วันดังกล่าวเป็นเพียงกรอบการทำงานเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งคาดว่าคณะผู้เจรจาของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะต้องทำงานร่วมกันในอีกหลายด้าน ทั้งประเด็นนิวเคลียร์ มาตรการคว่ำบาตร และความมั่นคงในภูมิภาคในช่วงเวลาหลังจากนี้.

...


ที่มา Reuters