พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน พร้อมเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า และความมั่นคง ท่ามกลางการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรรายใหญ่ที่สุดหลังถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก นับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2021

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของรัฐบาลจีนรายงานว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้จัดพิธีต้อนรับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา อย่างสมเกียรติ ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง ก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะร่วมหารือข้อราชการและลงนามในเอกสารความร่วมมือร่วมกัน

การเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในครั้งนี้ ถือเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ มิน อ่อง หล่าย ในฐานะ "ประธานาธิบดีฝ่ายพลเรือน" หลังจากอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารผู้นี้ได้กระชับอำนาจผ่านการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อช่วงรอยต่อของปีที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มการเมืองฝั่งอดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ อองซาน ซูจี ถูกตัดสิทธิ์ และส่งผลให้พรรคการเมืองที่หนุนหลังโดยกองทัพคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย ก่อนที่สภาจะโหวตเลือกให้ มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนเมษายน

ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายกิจการเมียนมา จาก Crisis Group วิเคราะห์ว่า "การที่ สี จิ้นผิง เปิดบ้านต้อนรับในฐานะการเยือนอย่างเป็นทางการระดับรัฐคือสัญญาณที่ชัดเจนว่า จีนพร้อมที่จะปฏิบัติต่อรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาในฐานะพันธมิตรที่เท่าเทียมและเต็มตัว" ซึ่งถือเป็นแรงหนุนทางการทูตครั้งใหญ่ หลังจากที่ มิน อ่อง หล่าย เพิ่งเดินทางเยือนอินเดียและเข้าพบ นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี มาเมื่อปลายเดือนที่แล้ว แต่ไม่ได้รับเกียรติสูงสุดระดับรัฐเท่ากับการมาเยือนจีนในครั้งนี้

...

แม้ว่าภาพการจับมือของสองผู้นำจะช่วยสร้างความชอบธรรมในเวทีสากลให้แก่เมียนมา แต่เหล่านักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่จีนให้ความสำคัญที่สุดคือ "ผลประโยชน์ของจีนเอง" ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องโครงการภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) เช่น โครงการท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ตัดผ่านเมียนมา รวมถึงแผนการสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อเปิดทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

นอกจากนี้ เมียนมายังกลายเป็นแหล่งซัพพลายแร่หายากที่สำคัญของโลก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของจีน โดยในคณะเดินทางของมิน อ่อง หล่าย ครั้งนี้ มีมุขมนตรีจากรัฐกะฉิ่น ซึ่งเป็นแหล่งทำเหมืองแร่หายากขนาดใหญ่ และรัฐฉาน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การค้าชายแดน ร่วมเดินทางไปด้วย

ออง จอ โซ นักวิเคราะห์อิสระในไทย ชี้ว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือคือแผนการรื้อฟื้นโครงการ "เขื่อนมิตโสน" มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรัฐกะฉิ่น ซึ่งถูกระงับไปตั้งแต่ปี 2011 หลังจากที่แกนนำอันดับสองของกองทัพเมียนมาเคยเปรยถึงเรื่องนี้ไว้ก่อนหน้านี้

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเมียนมาเคยตึงเครียดอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงออนไลน์ตามแนวชายแดนที่พุ่งเป้าเล่นงานพลเมืองจีน อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเป็นผู้จัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์หลักให้กับกองทัพเมียนมา และเคยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาหยุดยิงระหว่างกองทัพกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธในพื้นที่ชายแดนมาแล้ว

สงครามกลางเมืองในเมียนมาที่ปะทุขึ้นนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ส่งผลให้ประเทศตกอยู่ในความยากจน มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 93,000 ราย และประชาชนอีกกว่า 3.7 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

เดวิด มาธีสัน นักวิเคราะห์อิสระ มองว่า จีนไม่ได้สนใจเรื่องกระบวนการประชาธิปไตยหรือระเบียบสหพันธรัฐในเมียนมา แต่สนใจเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงมากกว่า ยิ่งในยามที่ชาติตะวันตกถอยห่างจากเมียนมา จีนจะยิ่งเข้ามาแสดงอิทธิพลเหนือเมียนมาอย่างเบ็ดเสร็จ

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนจีนของผู้นำเมียนมายังมีประเด็นที่ถูกจับตามองเพิ่มเติม คือกรณีที่ทางการจีนได้เข้าจับกุมตัว "มิน ซิน" (Min Zin) นักวิชาการชาวเมียนมาสัญชาติอเมริกันชื่อดัง ในข้อหาต้องสงสัยจารกรรมข้อมูล ซึ่งเรื่องนี้อาจถูกนำมาเป็นประเด็นลับในการเจรจาระหว่างสองผู้นำด้วยเช่นกัน โดยกำหนดการเยือนจีนของ มิน อ่อง หล่าย จะดำเนินไปจนถึงวันศุกร์นี้ และมีกำหนดเข้าพบ นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง รวมถึงนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนด้วย.


ที่มา AFP / Reuters