ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี นับตั้งแต่ปี 1995 เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อและพยุงค่าเงินเยน หลังราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม แม้ว่าล่าสุดสหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งแล้วก็ตาม
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยขยับจาก 0.75% ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.0% ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 31 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา และถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา
การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในครั้งนี้ เป็นไปตามทิศทางของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้ เพื่อรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพและราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากสงครามในตะวันออกกลาง
แม้ว่าในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน พร้อมเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกอีกครั้ง โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าระบบการค้าและการขนส่งพลังงานโลกอาจต้องใช้เวลาอีกระยะใหญ่กว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
เยสเปอร์ คอลล์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น กล่าวว่า "หลังจากเผชิญภาวะเงินฝืดมานานกว่า 20 ปี ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่วัฏจักรเงินเฟ้ออย่างเต็มตัว นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายขั้นสุดเพื่อบริหารจัดการวิกฤตจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป และ BOJ กำลังต้องการพานโยบายการเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ"
...
ในช่วงทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรุนแรงเพื่อต่อสู้กับภาวะฟองสบู่แตกในตลาดอสังหาริมทรัพย์และหุ้น และคงอัตราดอกเบี้ยไว้ใกล้ 0% มานานกว่าสองทศวรรษ จนกระทั่งเริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 17 ปี ณ เวลานั้น
การพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 90% ก่อนเกิดสงคราม ทำให้ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยดัชนีราคาขายส่งของญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคมพุ่งสูงขึ้นกว่า 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดในรอบ 3 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายนอยู่ที่ 1.4% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายของ BOJ ที่วางไว้ที่ 2%
นอกจากประเด็นเรื่องเงินเฟ้อแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญในการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้คือความพยายามสกัดกั้นการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งถูกกดดันอย่างหนักจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 3%
ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นต้องทุ่มงบประมาณสูงถึง 11.7 ล้านล้านเยน เพื่อแทรกแซงและพยุงค่าเงินเยนที่ร่วงลงไปแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหลังจากการประกาศขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินเยนมีการดีดตัวขึ้นชั่วคราว ก่อนจะลดช่วงบวกลงในเวลาต่อมา โดยชิเกโตะ นากาอิ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจาก Oxford Economics ชี้ว่า BOJ ไม่สามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยได้อีกต่อไป เพราะหากไม่ทำจะยิ่งสร้างความผิดหวังให้ตลาดและทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงไปอีก
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ นายคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้เนื่องจากต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากอาการติดเชื้อที่ถุงน้ำในตับ โดยมี ายชินิอิจิ อุชิดะ รองผู้ว่าการฯ เป็นผู้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนแทน อย่างไรก็ตาม นายอุเอดะและคณะกรรมการบริหารส่วนใหญ่ต่างส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม BOJ กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นแม้จะช่วยสกัดเงินเฟ้อและพยุงเงินเยนได้ แต่ก็ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและรัฐบาลสูงขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวเกินไปอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเธอเป็นผู้สนับสนุนการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและเคยแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ย แม้ว่านับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเธอจะยังไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ BOJ ต่อสาธารณะโดยตรงก็ตาม
ทั้งนี้ แม้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1% แต่อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นยังคงถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ซึ่ง ศจ. อุลริค เชเด จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก มองว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการ "จัดระเบียบและปรับสมดุลของเศรษฐกิจโลกอย่างช้าๆ" หลังจากนี้ คาดว่านักลงทุนทั่วโลกจะจับตาดูท่าทีของ BOJ อย่างใกล้ชิดเพื่อหาข้อบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป รวมถึงแผนการลดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต.