การชุมนุมต่อต้านการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเริ่มต้นอย่างสงบ กลับบานปลายเป็นเหตุรุนแรง เมื่อผู้ประท้วงบางส่วนเผารถยนต์เทสลา ทำลายอาคารหน่วยงานสหประชาชาติ และปะทะกับตำรวจที่ใช้แก๊สน้ำตาควบคุมสถานการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเดินขบวนประท้วงของกลุ่มพันธมิตร "No-G7" ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรและกลุ่มเคลื่อนไหวต่าง ๆ ราว 20,000 คน เพื่อแสดงพลังต่อต้านการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 มิถุนายน ที่เมืองเอวีญอง-เล-แบ็ง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสาบเจนีวา

ในช่วงเริ่มต้น บรรยากาศการประท้วงเป็นไปอย่างสงบและมีลักษณะคล้ายงานรื่นเริง ประชาชนรวมตัวกันที่สวนสาธารณะริมทะเลสาบ มีการร้องเพลง เต้นรำตามจังหวะดนตรี และชูป้ายข้อความต่อต้านจักรวรรดินิยม เช่น "G7 = ขูดรีด" โดยผู้เข้าร่วมประท้วงมีตั้งแต่คนหนุ่มสาวไปจนถึงผู้เกษียณอายุที่ต้องการออกมาส่งเสียงเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อขบวนเคลื่อนผ่านใจกลางเมือง เมื่อมีกลุ่มผู้ประท้วงหัวรุนแรงที่เรียกตัวเองว่า "แบล็กบล็อก" (Black Bloc) ราว 600 คน ซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำและสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า แฝงตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมชน และเริ่มเปิดฉากโจมตีสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยมและองค์การพหุภาคี

กลุ่มผู้ประท้วงหัวรุนแรงได้ก่อเหตุจลาจลหลายจุดตลอดเส้นทางเดินขบวน โดยเผารถยนต์เทสลาที่จอดอยู่ริมทางถูกจุดไฟเผาจนวอดเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงระบุว่าเป็นการแสดงออกเพื่อต่อต้าน "อีลอน มัสก์" เจ้าของเทสลาที่เพิ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนรวยรวยยิ่งขึ้น แต่คนจนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

...

นอกจากนั้น ผู้ประท้วงยังได้ทุบทำลายอาคารของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ ที่ถูกทุบกระจกประตูด้านหน้าจนแตกละเอียด นอกจากนี้ แผงกระจกโดยรอบอนุสรณ์สถานระลึกถึงเจ้าหน้าที่ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก็ถูกทุบทำลายและพ่นสีสเปรย์กราฟฟิตีใส่เช่นกัน

ส่วนสำนักงานของบริษัท PwC  หรือเดิมคือไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอส์ ถูกกลุ่มผู้ประท้วงรุมโจมตีอย่างหนัก โดยมีการพยายามทุบกระจกหน้าต่าง พังชัตเตอร์เหล็ก และใช้แผงกั้นจราจรทุบทำลายกล้องวงจรปิด

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้ขุดก้อนอิฐจากพื้นถนนขึ้นมาขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ จุดพลุไฟ และจุดไฟเผาถังขยะเพื่อปิดกั้นเส้นทาง ส่งผลให้ร้านค้าจำนวนมากตลอดเส้นทางต้องนำไม้อัดมาปิดตากหน้าต่างร้านเพื่อป้องกันความเสียหาย

กองกำลังตำรวจปราบจลาจลสวิส ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตำรวจในภูมิภาคอื่น ๆ ได้เข้าสกัดกั้นทันทีด้วยการยิงแก๊สน้ำตาหลายระลอก ส่งผลให้ผู้ประท้วงรวมถึงเด็ก ๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต้องวิ่งหนีแตกกระเจิงเพื่อหาที่หลบภัยตามสวนส่วนบุคคลและตรอกซอกซอยเพื่อล้างตา

หลังจากการเผชิญหน้าอันยาวนาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถต้อนกลุ่มผู้ประท้วงให้กลับเข้าไปอยู่ในสวนสาธารณะต้นทาง และทยอยปล่อยตัวให้ออกมาทีละรายในช่วงค่ำ ทั้งนี้ ตำรวจรัฐเจนีวารายงานว่า "มีการจับกุมผู้ก่อเหตุไปแล้วหลายราย" และโชคดีที่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินถือว่าอยู่ในวงจำกัดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ก่อเหตุที่แฝงตัวเข้ามา

แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงอย่าง "คลีเลีย โคลิน" ระบุว่า เธอต้องการให้ทั่วโลกตระหนักถึงประเด็นความไม่เสมอภาคทางเพศ โดยชี้ว่าค่านิยมที่กลุ่ม G7 เป็นตัวแทนนั้นมีลักษณะเกลียดชังผู้หญิงและยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ ขณะที่กลุ่มพันธมิตร No-G7 แถลงหลังยุติการชุมนุมว่า "จิตวิญญาณแห่งสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของเจนีวายังคงอยู่กับเรา และเราได้ส่งสารแห่งความหวังและความสามัคคีไปยังคนทั่วโลกแล้ว"

สำหรับการประชุมสุดยอด G7 ที่ประเทศฝรั่งเศสในครั้งนี้ คาดว่าวาระสำคัญที่จะครอบงำการประชุมคือประเด็นสงครามในตะวันออกกลางและสงครามในยูเครน รวมถึงการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่กำลังพยายามหาข้อสรุปในกรอบข้อตกลงสันติภาพกับประเทศอิหร่าน.


ที่มา AFP / Reuters