รัฐบาลสหราชอาณาจักรกับญี่ปุ่น บรรลุข้อตกลงการลงทุนมูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านปอนด์ โดยจะมีการลงทุนทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานลมนอกชายฝั่ง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย. 2569 สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่นได้บรรลุข้อตกลงการลงทุนมูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านปอนด์ ซึ่งเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่า จะเป็นการสร้าง “ยุคใหม่แห่งความร่วมมือ” ระหว่างทั้งสองประเทศแล้ว
ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษ (ดาวนิงสตรีท) เปิดเผยภายหลังการพบกันระหว่างนายกรัฐมนตรีอังกฤษและนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นที่กรุงลอนดอนว่า บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นจะทุ่มงบประมาณมากกว่า 9 พันล้านปอนด์ในโครงสร้างพื้นฐานและบริการทางการเงินของสหราชอาณาจักร
นอกจากนั้นจะลงทุนอีกไม่เกิน 9 พันล้านปอนด์ในโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งของสหราชอาณาจักร ซึ่งจะช่วยสร้างงานได้หลายหมื่นตำแหน่ง
ข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญความยากลำบากในการเติบโต โดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จะส่งผลกระทบต่อสหราชอาณาจักรอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่ามูลค่าการลงทุนที่ทางดาวนิงสตรีทระบุไว้นั้น เป็นเงินลงทุนก้อนใหม่จำนวนเท่าใด หรือเป็นแผนงานที่เคยประกาศไปก่อนหน้านี้แล้วเท่าใด
ทั้งนี้ เซอร์ สตาร์เมอร์และนางทาคาอิจิได้ร่วมประชุมกับบรรดาผู้นำธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยสตาร์เมอร์อธิบายว่าการหารือในครั้งนี้ “มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก”
นอกจากนี้ เซอร์ เคียร์ ยังกล่าวเสริมว่าเขารู้สึก “ยินดีเป็นอย่างยิ่ง” ที่ทั้งสองประเทศได้ร่วมยืนยันความมุ่งมั่นอีกครั้งในโครงการพัฒนาเครื่องบินรบแห่งอนาคต ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันกับประเทศอิตาลี
...
ขณะเดียวกัน มีการประกาศว่าบริษัท โรลส์-รอยซ์ จะร่วมมือกับสำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์รุ่นต่อไป รวมถึงข้อตกลงด้านเทคโนโลยีที่จะเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย พัฒนา และซอฟต์แวร์ของสหราชอาณาจักร เข้ากับศักยภาพด้านการผลิตของญี่ปุ่นด้วย
อย่างไรก็ดี แม้ว่าทำเนียบนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรจะระบุว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานและการเติบโตในระยะยาว แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเผชิญกับความยากลำบากในระยะใกล้
เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรเติบโตร้อยละ 0.6 ในช่วง 3 เดือนแรกของปี แต่กลุ่มนักวิเคราะห์ประเมินว่าการเติบโตจะชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จะส่งผลกระทบต่อสหราชอาณาจักรหนักที่สุด ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าของโลก
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางอังกฤษ ออกมาเตือนว่า ทางธนาคารคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรจะพุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามครั้งนี้ ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งแตะถึงร้อยละ 6 ได้
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc