ชื่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกรื้อออกจากด้านหน้าอาคารเคนเนดี เซ็นเตอร์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เรียบร้อยแล้ว หลังศาลมีคำสั่งให้คืนชื่อเดิม ระบุว่าการเปลี่ยนชื่อสถานที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเท่านั้น ขณะที่ประชาชนแห่ร่วมชมการรื้อถอน ลั่นเป็นชัยชนะครั้งใหญ่เพื่อปกป้องเกียรติยศของอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี
กลุ่มคนงานได้ทำการรื้อถอนป้ายชื่อของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากบริเวณส่วนหน้าของ "เคนเนดี เซ็นเตอร์" ศูนย์ศิลปะการแสดงระดับแถวหน้าของสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งนับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุดของผู้นำฝั่งรีพับลิกันในการพยายามฝืนธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองเพื่อประทับชื่อและรูปลักษณ์ของตนเองลงบนพื้นที่สาธารณะต่างๆ
นายแมตต์ ฟโลกา ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ศิลปะฯ ได้ยื่นเอกสารต่อศาลระบุว่า ทางศูนย์ได้ทำการรื้อถอนป้ายสัญลักษณ์ทางกายภาพทั้งหมดที่มีชื่อของทรัมป์ออกจากตัวอาคารและบริเวณโดยรอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากสู้คดีชั้นศาลมาอย่างยาวนาน
ชนวนเหตุของเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในวาระล่าสุด และเริ่มใช้อำนาจแต่งตั้งตนเองเป็นประธานศูนย์ศิลปะฯ พร้อมส่งกลุ่มผู้ภักดีเข้าพิทักษ์ตำแหน่งในคณะกรรมการบริหาร
ต่อมาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ลงมติเปลี่ยนชื่อสถานที่แห่งนี้เป็น "ศูนย์ศิลปะการแสดงอนุสรณ์ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ และ จอห์น เอฟ. เคนเนดี" (The Donald J. Trump and John F. Kennedy Memorial Center for the Performing Arts) และได้นำชื่อของทรัมป์ไปติดตั้งด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้เหนือชื่อของเคนเนดีทันที ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับสาธารณชนอย่างรุนแรง จนส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตร ยอดขายตั๋วเข้าชมการแสดงต่างๆ ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย
...
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีความพยายามในการเปลี่ยนชื่อสถานที่สำคัญอื่นๆ ในเมืองหลวง เช่น สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) รวมถึงการสั่งติดภาพใบหน้าขนาดใหญ่ของตนเองที่หน้ากระทรวงยุติธรรมและกระทรวงเกษตรอีกด้วย
สส. จอยซ์ บีตตี จากพรรคเดโมแครต เป็นผู้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนชื่อดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายคริสโตเฟอร์ คูเปอร์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า การเปลี่ยนชื่ออาคารดังกล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจาก เคนเนดี เซ็นเตอร์ ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1971 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่อดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ที่ถูกลอบสังหาร ดังนั้น มีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการเปลี่ยนแปลงชื่ออาคารนี้
ศาลได้ขีดเส้นตายให้รัฐบาลรื้อถอนชื่อของทรัมป์ออกภายในเวลา 23:59 น. ของวันศุกร์ ทว่ากระทรวงยุติธรรมได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อขอระงับคำสั่ง โดยอ้างว่าการรื้อถอนป้ายจะสร้าง "ความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้" หากรัฐบาลชนะคดีอุทธรณ์ในภายหลัง แต่ทั้งศาลแขวงและศาลอุทธรณ์ภาคต่างพร้อมใจกันปัดตกคำร้องของฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด
เดิมทีปฏิบัติการตั้งนั่งร้านเพื่อรื้อถอนป้ายมีกำหนดเสร็จสิ้นในคืนวันศุกร์ แต่ต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อคนงาน ทำให้นายแมตต์ ฟโลกา ต้องยื่นขอขยายเวลาปฏิบัติงานออกไปอีก 12 ชั่วโมง โดยกลุ่มคนงานเริ่มดึงผ้าใบคลุมและถอดตัวอักษรชื่อของทรัมป์ออกได้สำเร็จในเวลาประมาณ 03:10 น. ของวันเสาร์ ซึ่งใช้เวลาเพียง 30 นาที
ตลอดค่ำคืนจนถึงช่วงเช้า มีประชาชนชาววอชิงตันจำนวนมากเดินทางมาปักหลักชมการรื้อถอน และมีผู้คนอีกนับหมื่นร่วมชมผ่านระบบไลฟ์สตรีม โดยนางเอลิส เซอร์บาโรลี วัย 42 ปี หนึ่งในผู้มาเฝ้าดูเหตุการณ์กล่าวว่า "ฉันใจสลายมากตอนที่เห็นชื่อของเขาถูกยกขึ้นไปติดตรงนั้น และการรื้อถอนในวันนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่"
ขณะที่ ประชาชนรายหนึ่งระบุว่า "บางคนอาจมองว่าเป็นแค่เรื่องป้ายเล็กๆ แต่ความจริงคือ เราไม่สามารถปล่อยให้ใครมาพรากเกียรติยศที่รัฐสภามอบให้อาคารที่สวยงามแห่งนี้เพื่อระลึกถึง จอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้ ชื่อของอดีตประธานาธิบดีผู้นี้ควรได้รับการปกป้อง"
นอกเหนือจากเรื่องป้ายชื่อแล้ว ผู้พิพากษาคูเปอร์ยังมีคำสั่งระงับแผนการของทรัมป์ชั่วคราว ที่ต้องการสั่งปิดปรับปรุงเคนเนดี เซ็นเตอร์ เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งเดิมทีมีกำหนดจะเริ่มในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ในการปรับโฉมภูมิทัศน์ใจกลางกรุงวอชิงตัน รวมถึงโครงการสร้างส่วนต่อขยายปีกตะวันออกของทำเนียบขาวที่ทรัมป์เคยสั่งทุบทำลายไปเมื่อปลายปีที่แล้ว
ทั้งนี้ สื่อรายงานว่า ทางทำเนียบขาวและผู้แทนของเคนเนดี เซ็นเตอร์ ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีดังกล่าว ทว่าในระบบเว็บไซต์ของทางศูนย์ศิลปะฯ ได้มีการถอดชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ ออกไปตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว.
ที่มา Reuters / AFP