ชาวสวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ ว่าจะยอมรับแผนการจำกัดจำนวนประชากรประเทศไม่ให้เกิน 10 ล้านคนหรือไม่ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องการรับผู้อพยพ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวสวิตเซอร์แลนด์เตรียมเดินทางไปลงคะแนนเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย. 2569 นี้ เพื่อตัดสินว่าพวกเขาเห็นด้วยกับ ข้อเสนอในการจำกัดจำนวนประชากรของประเทศไม่ให้เกิน 10 ล้านคนหรือไม่ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องการรับผู้อพยพที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก พรรคประชาชนสวิส (Swiss People's Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา โดยพวกเขาอธิบายว่าเป็น “ข้อคิดริเริ่มเพื่อความยั่งยืน” ที่มีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ บริการสาธารณะ และสิ่งแวดล้อม
ในทางกลับกัน รัฐบาล, พรรคการเมืองอื่น ๆ, ผู้นำทางธุรกิจ และสหภาพแรงงาน ต่างขนานนามข้อเสนอนี้ว่าเป็น “ข้อคิดริเริ่มที่สร้างความโกลาหล” โดยแย้งว่ามันจะทำให้โรงพยาบาลและโรงแรมต่าง ๆ ขาดแคลนบุคลากรที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังจะทำลายความสัมพันธ์ที่สร้างมาอย่างยากลำบากกับสหภาพยุโรป (EU) จนอาจทำให้สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก EU ตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวท่ามกลางโลกที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้
จำนวนประชากรของสวิตเซอร์แลนด์เติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งในขณะนั้นมีประชากรอยู่ที่ 7.3 ล้านคน แต่ในปัจจุบันตัวเลขพุ่งสูงถึง 9.1 ล้านคนแล้ว โดย 27% ของจำนวนนี้คือชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่เกิดในต่างประเทศ
ระบบประชาธิปไตยทางตรงของสวิตเซอร์แลนด์หมายความว่า การตัดสินใจครั้งสำคัญทั้งหมดจะทำผ่านคูหาเลือกตั้ง โดยผู้รณรงค์เพียงแค่รวบรวมรายชื่อให้ครบ 100,000 รายชื่อ ก็สามารถจัดให้มีการลงประชามติทั่วประเทศได้แล้ว
ชาวสวิสจำนวนมากกำลังเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับปัญหาผู้โดยสารหนาแน่นบนรถไฟ ราคาอพาร์ตเมนต์ที่แพงขึ้นอย่างมาก และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
...
ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของสวิตเซอร์แลนด์ชี้ว่า การลงคะแนนเสียงครั้งนี้อาจมีผลลัพธ์ที่สูสีกันมาก โดยโพลระบุว่าผู้ลงคะแนนเสียงเริ่มเอนเอียงไปทาง “ไม่เห็นด้วย” ด้วยคะแนนฉิวเฉียดที่ 52% ขณะที่มีผู้เห็นด้วย 45% และยังมีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ
สำหรับผู้ลงคะแนนเสียงที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ คำถามสำคัญคือมาตรการจำกัดเพดานประชากรนี้จะทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติ
การกำหนดเพดานขั้นเด็ดขาดกับจำนวนผู้อยู่อาศัยนั้น ไม่ใช่มาตรการที่ประเทศอื่นเคยทดลองใช้มาก่อน แม้ว่าจีนจะเคยพยายามชะลอการเติบโตของประชากรผ่านนโยบายลูกคนเดียว (ซึ่งปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว) ก็ตาม
ภายใต้ข้อเสนอใหม่ จำนวนประชากรของสวิตเซอร์แลนด์ต้องไม่เกิน 10 ล้านคนก่อนปี 2593 และสั่งการให้รัฐบาลดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทันทีที่ตัวเลขประชากรแตะระดับ 9.5 ล้านคน
มาตรการต่าง ๆ ที่ว่าอาจรวมถึงการจำกัดจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ลี้ภัยในสวิตเซอร์แลนด์ และการยกเลิกสิทธิ์สำหรับแรงงานต่างชาติในการพาครอบครัวมาอยู่ร่วมกัน
หากจำนวนประชากรแตะเพดาน 10 ล้านคน ข้อตกลงระหว่างประเทศที่สวิตเซอร์แลนด์ได้ลงนามไว้ รวมถึงข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีของสหภาพยุโรป (EU) ก็จะต้องถูกยกเลิกไป
ความเป็นไปได้ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับสมาคมธุรกิจของสวิตเซอร์แลนด์อย่าง "อีโคโนมีสวิส" (Economiesuisse) อย่างมาก โดย รูดอล์ฟ มินช์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสมาคมฯ กล่าวว่า หากญัตตินี้ผ่านความเห็นชอบ สวิตเซอร์แลนด์ “อาจต้องเผชิญกับความท้าทายในความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป”
นั่นเป็นเพราะว่า EU เตือนประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกมาโดยตลอดว่า พวกเขาไม่สามารถเลือกรับแต่ผลประโยชน์จากตลาดร่วมของ EU แล้วบ่ายเบี่ยงข้อผูกพันต่าง ๆ เช่น เรื่องการเคลื่อนย้ายประชากรอย่างเสรีได้
“จนถึงตอนนี้ EU ยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์” มินช์อธิบาย พร้อมเสริมว่า “มันเป็นผลประโยชน์ของเราที่จะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงและชัดเจนกับคู่ค้ารายหลักเอาไว้”
นอกจากนี้ บรรดานายจ้างชาวสวิสยังกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงแหล่งแรงงานทักษะสูงจากทั่วทั้งยุโรป ไม่เพียงเท่านั้น ในปัจจุบัน ครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมดในภาคธุรกิจโรงแรมของสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้อพยพ ขณะที่โรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุต่างก็ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเช่นเดียวกัน
แต่ฝ่ายสนับสนุนจากพรรคประชาชนสวิสแย้งว่า การอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสู่สวิตเซอร์แลนด์เป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลและที่เรียนในโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด และการจำกัดผู้อพยพจะช่วยลดแรงกดดันเหล่านี้ลงได้
ส่วนฝ่ายคัดค้านมองว่าแนวคิดนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันประชากรชาวสวิสถึง 20% มีอายุเกิน 65 ปีแล้ว และประเทศจำเป็นต้องมีแรงงานรุ่นใหม่และผู้เสียภาษีรุ่นใหม่เข้ามาทำงานและสนับสนุนความต้องการของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถสร้างแรงงานรุ่นใหม่เหล่านี้ได้เพียงพอด้วยตัวเอง
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc