OpenAI บริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ยักษ์ใหญ่ผู้พัฒนา ChatGPT ได้แถลงยืนยันว่า บริษัทได้ยื่นเอกสารแสดงความจำนงแบบลับ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมดำเนินการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO แล้ว ตามหลังคู่แข่งสำคัญอย่าง Anthropic
การเคลื่อนไหวของ OpenAI เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่คู่แข่งสำคัญอย่าง Anthropic ผู้พัฒนาแชตบอต "Claude" และเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด "Claude Code" เพิ่งประกาศยื่นไฟลิ่งแบบลับเพื่อเตรียมเข้าตลาดหุ้นไปก่อนหน้า และเกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกันกับที่ SpaceX ของอีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นเจ้าของแชตบอต AI "Grok" กำลังจะเปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) ด้วยมูลค่าบริษัทที่คาดว่าจะสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม OpenAI ระบุในแถลงการณ์ว่ายังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาหรือขนาดของการเสนอขายหุ้นที่แน่นอน โดยระบุว่า "เรายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องช่วงเวลา และอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพราะมีหลายสิ่งที่เราต้องการทำ ซึ่งน่าจะทำได้ง่ายกว่าหากยังคงสถานะเป็นบริษัทเอกชน แต่เราตัดสินใจเปิดเผยแผนการนี้ล่วงหน้าเนื่องจากคาดว่าข้อมูลอาจจะรั่วไหลออกไป"
แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า OpenAI กำลังเป้าหมายที่จะทำสถิติมูลค่าบริษัทแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33 ล้านล้านบาท) ในการเปิดตัวสู่ตลาดหุ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนกันยายนนี้ โดยก่อนหน้านี้ในการระดมทุนรอบล่าสุด OpenAI มีมูลค่าประเมินในตลาดเอกชนอยู่ที่ 8.52 แสนม้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Anthropic นำอยู่เล็กน้อยที่ 9.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
เหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้บรรดายักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ต้องเร่งเข้าสู่ตลาดทุน คือความต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาลเพื่อนำไปใช้จ่ายในส่วนของ "ระบบประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน" ซึ่งใช้ในการสร้าง ฝึกฝน และทดสอบโมเดล AI ขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่า OpenAI ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่รายได้ของบริษัทยังห่างไกลจากจุดนั้นมาก แม้ว่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา OpenAI จะทำรายได้ต่อเดือนได้สูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเติบโตเร็วกว่า Alphabet และ Meta ในยุคเริ่มต้นถึง 4 เท่า แต่บริษัทได้แจ้งต่อผู้ลงทุนว่า ไม่คาดว่าจะสามารถทำกำไรได้จนกว่าจะถึงปี 2030
...
ในทางกลับกัน ฝั่งคู่แข่งอย่าง Anthropic ซึ่งก่อตั้งโดย ดาริโอ อะโมเดย์ อดีตผู้บริหารที่แยกตัวมาจาก OpenAI เนื่องจากความเห็นไม่ตรงกับแซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้อ้างกับผู้ลงทุนว่า บริษัทคาดว่าจะเริ่มพลิกกลับมาทำกำไรได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากยอดขายของผลิตภัณฑ์และโมเดลรุ่นท็อปอย่าง Mythos เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์
กิล ลูเรีย (กรรมการผู้จัดการของสถาบันการเงิน D.A. Davidson เตือนว่าการเข้าตลาดพร้อมๆ กันของบริษัทยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้ อาจทำให้เม็ดเงินในตลาดทุนตึงตัว "สิ่งที่ OpenAI ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือการที่เม็ดเงินของนักลงทุนในตลาดมหาชนเหือดแห้งไปซะก่อน เพราะนอกจาก SpaceX และ Anthropic จะต่อคิวรออยู่ข้างหน้าแล้ว คู่แข่งในตลาดปัจจุบันอย่างกูเกิลก็เพิ่งระดมทุนรอบสองไปได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว"
เส้นทางสู่การทำ IPO ของ OpenAI ก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับมรสุมการปรับโครงสร้างองค์กร จากเดิมที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร ก่อนจะตั้งบริษัทลูกแบบหวังผลกำไร ในปี 2019 จนนำไปสู่วิกฤตบอร์ดบริหารสั่งปลด แซม อัลต์แมน ในปี 2023 และการประกาศปรับโครงสร้างใหม่อีกครั้งให้กลายเป็น "บริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ" เพื่อเปิดทางให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น
โครงสร้างที่ทับซ้อนนี้ทำให้ อีลอน มัสก์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งและผู้สนับสนุนยุคแรก ยื่นฟ้องร้อง OpenAI โดยกล่าวหาว่า แซม อัลต์แมน และผู้บริหารคนอื่น ๆ ละทิ้งภารกิจเดิมที่ทำเพื่อมวลมนุษยชาติ และใช้ประโยชน์จากองค์กรเพื่อความร่ำรวยส่วนตน อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนสหรัฐฯ ได้ตัดสินยกฟ้องคดีของมัสก์ในทุกข้อกล่าวหา ซึ่งคณะนักวิเคราะห์มองว่าคำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้ ได้ช่วยปลดล็อกและเคลียร์อุปสรรคทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุด ทำให้ขจัดข้อกังวลของนักลงทุนก่อนที่ OpenAI จะยื่นไฟลิ่งในครั้งนี้อย่างราบรื่น.