ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 โดยได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากนายคิม จองอึน พร้อมย้ำ "มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้" หลังจากก่อนหน้านี้ผู้นำจีนได้ร่วมการประชุมสุดยอดกับ โดนัลด์ ทรัมป์ และ วลาดิเมียร์ ปูติน โดยจีนประกาศพร้อมเป็นหลักประกันความมั่นคงให้เกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้เดินทางเยือนกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการในวันนี้ (8 มิ.ย.) ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของเขาในปีนี้ หลังจากที่เพิ่งเปิดทำเนียบต้อนรับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้

คลิปวิดีโอจากสำนักข่าวซินหัวของจีนเผยให้เห็นภาพเครื่องบินของสายการบินแอร์ไชน่า ร่อนลงจอด โดยมีกองทหารเกียรติยศตั้งแถวต้อนรับบนพรมแดง นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และนางรี ซอลจู ภริยา ได้เดินทางมาต้อนรับนายสี จิ้นผิง และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ด้วยตนเอง ณ จัตุรัสคิมอิลซุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจากวงดุริยางค์ทหารและฝูงชนชาวเกาหลีเหนือที่โบกธงชาติและช่อดอกไม้ พร้อมป้ายข้อความขนาดใหญ่ระบุว่า "ขอต้อนรับสหายสี จิ้นผิง อย่างอบอุ่น" และ "มิตรภาพอันเป็นนิรันดร์ระหว่างเกาหลีเหนือและจีน"

นายสี จิ้นผิง ได้ส่งสารผ่านบทความบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน ของเกาหลีเหนือ โดยระบุว่า "ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือสถานการณ์ระหว่างประเทศจะวิวัฒนาการไปในทิศทางไหน มิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนและเกาหลีเหนือจะยังคงแข็งแกร่งและไม่มีวันพ่ายแพ้เสมอ"

การเดินทางเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะชะงักงันของการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ แม้ว่าทำเนียบขาวจะเปิดเผยว่า ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้ นายสี จิ้นผิง และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ "ยืนยันเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ"

...

นอกจากนั้น ในคืนก่อนที่ผู้นำจีนจะเดินทางมาถึง คิม โยจอง น้องสาวของคิม จองอึน ได้ออกมาประกาศกร้าวอย่างเป็นทางการว่า โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือ "เส้นที่จะไม่มีวันหันหลังกลับ" สอดคล้องกับท่าทีของเกาหลีเหนือที่ประกาศตัวเองว่าเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ "ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้" มาโดยตลอด นับตั้งแต่การเจรจาระหว่างคิมและทรัมป์ล่มลงในปี 2019

ด้านนายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวว่า เกาหลีใต้จะไม่ยอมแพ้ต่อการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พร้อมเตือนว่า "เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าผลิตวัสดุนิวเคลียร์อยู่แม้ในวินาทีนี้"

มินซอน คู ศาสตราจารย์ด้านการทูตจากมหาวิทยาลัยเดอพอล ให้ความเห็นกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า "รัฐบาลจีนอาจยอมรับในทางพฤตินัยแล้วว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐนิวเคลียร์ แต่สิ่งที่นายสีจะบอกกับนายคิมคือ จีนต้องการเสถียรภาพมากที่สุด"

ขณะที่ ซองฮยอน ลี นักวิชาการรับเชิญจากศูนย์เอเชียแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วิเคราะห์ว่า จีนกำลังเปลี่ยนกลยุทธ์จากการกดดันให้ปลดอาวุธนิวเคลียร์ มาเป็นการ "รับประกันความอยู่รอดของระบอบเกาหลีเหนือ" แทน เนื่องจากยุทธศาสตร์ในภูมิภาคของจีนจะได้รับประโยชน์จากการมีเกาหลีเหนือเป็น "รัฐกันชน" ที่มีอาวุธหนักครบมือและเป็นพันธมิตรกับจีน เพื่อคอยดึงความสนใจและความร่วมมือทางทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ออกไป

นอกจากนี้ การเยือนครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นความพยายามของจีนในการคานอำนาจกับรัสเซีย ที่พยายามแผ่อิทธิพลเหนือเกาหลีเหนือผ่านการส่งกำลังทหารและเทคโนโลยีในช่วงสงครามยูเครน รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ สายเหยี่ยวความมั่นคง ที่เคยขู่ว่าจะใช้กำลังทหารแทรกแซงหากจีนบุกไต้หวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่เพียงแต่เป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการที่ผูกพันตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวของกันและกันเท่านั้น แต่จีนยังเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติ

ข้อมูลระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างจีนและเกาหลีเหนือในช่วงสองเดือนแรกของปี 2026 นี้ พุ่งสูงขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 โดยเกาหลีเหนือพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเกือบทั้งหมดจากจีน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง อาหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยานพาหนะ และสิ่งทอ

ในทางกลับกัน จีนคือตลาดใหญ่สำหรับสินค้าส่งออกของเกาหลีเหนือ เช่น ผมปลอมและวิกผม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของการส่งออก รวมถึงแร่ทังสเตน อาหารทะเลแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า และชิ้นส่วนนาฬิกา นอกจากนี้ รายงานจากสหประชาชาติระบุว่า เกาหลีเหนือยังคงสร้างรายได้จากการส่งแรงงานนับหมื่นคนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนและรัสเซีย ในภาคการก่อสร้าง การทำไม้ การผลิต และการประมง ซึ่งเงินทุนและสินค้าเหล่านี้ทำให้นายสี จิ้นผิง มีอำนาจต่อรองและอิทธิพลอย่างสูงต่อตัวนายคิม จองอึน.


ที่มา AFP / BBC