อิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน เมินคำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามโทรศัพท์สายตรงสกัดไม่ให้ตอบโต้ ด้านอิหร่านเตือนหากทำอีกเจอล้างแค้นครอบคลุมฐานทัพสหรัฐฯ ทั้งภูมิภาค ขณะที่ราคาน้ำมันโลกดีดตัวพุ่งสูงทันที 3% 

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีเป้าหมายทางการทหารทางตะวันตกและตอนกลางของประเทศอิหร่าน รวมถึงมีเสียงระเบิดดังสนั่นใน 3 เมืองใหญ่ ซึ่งรวมถึงกรุงเตหะราน 

การโจมตีครั้งนี้เป็นการเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันให้นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล อดกลั้นและหลีกเลี่ยงการตอบโต้ เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อไม่ให้กระทบต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

โดยมีรายงานว่า ก่อนหน้าที่อิสราเอลจะเปิดฉากถล่ม ทรัมป์ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับเนทันยาฮูเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง โดยสื่อต่างประเทศระบุคำพูดของทรัมป์ว่า “ผมจะโทรหาบีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) ตอนนี้เพื่อบอกเขาว่าอย่าตอบโต้ อิสราเอลโจมตีไปแล้ว อิหร่านก็โจมตีไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีการโจมตีครั้งต่อไปอีก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อดังอย่าง ไฟแนนเชียล ไทม์ส โดยแสดงความมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้จะไม่กระทบต่อข้อตกลงหยุดยิง พร้อมกล่าวอย่างดุดันว่า “มันจะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อข้อตกลง เพราะผมเป็นคนคุมเกมทั้งหมด เนทันยาฮูไม่ได้เป็นคนคุมเกม”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงปฏิเสธที่จะปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ จนกว่าอิหร่านจะปฏิบัติตัวดีและบรรลุข้อตกลงขั้นต้นร่วมกัน ซึ่งขัดต่อข้อเรียกร้องของฝ่ายอิหร่าน

...

การเปิดฉากโจมตีของอิสราเอลในวันนี้ (8 มิ.ย.) เป็นการโต้กลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธ 11 ลูก รวมถึงขีปนาวุธทิ้งตัวแบบยิงจากอากาศ มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพอากาศรามัต ดาวิด ใกล้กับเมืองนาซาเร็ธของอิสราเอล ซึ่งกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าสามารถสกัดไว้ได้ทั้งหมดและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ขณะเดียวกัน กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า การยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลก่อนหน้านี้ ถือเป็นการ "เตือนสติ" หลังจากอิสราเอลละเมิดข้อตกลงด้วยการส่งเครื่องบินรบถล่มย่านดาฮีเยห์ ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 20 ราย โดยทางอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ให้ "ไฟเขียว" ในการโจมตีเลบานอนครั้งนี้

อิหร่านยังประกาศกร้าวว่า "หากอิสราเอลยังทำซ้ำซาก การตอบโต้ครั้งต่อไปจะขยายวงกว้าง และครอบคลุมเป้าหมายที่เป็นของทั้งสหรัฐฯ และไซโอนิสต์ (อิสราเอล) ทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง" ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยังตึงเครียดขึ้นเมื่ออิหร่านได้ส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดในอิรัก ขณะที่อิสราเอลก็ระบุว่ากำลังสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากกลุ่มกบฏในเยเมนเช่นกัน

ผลจากการยกระดับความรุนแรงส่งผลให้อิหร่านประกาศปิดน่านฟ้าทางตอนตะวันตกของประเทศ และระงับเที่ยวบินขาเข้าทั้งหมด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติทันที ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรักและซีเรียก็ได้ประกาศปิดน่านฟ้าตามมาในลักษณะเดียวกัน

ความขัดแย้งที่กลับมาปะทุเดือด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งทะยานขึ้นทันทีมากกว่า 3% ซื้อขายทะลุ 96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดกังวลว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก คิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก ซึ่งปัจจุบันถูกอิหร่านปิดอยู่นั้น จะไม่มีโอกาสกลับมาเปิดใช้งานได้ในเร็ว ๆ นี้

ด้านการทูต แม้ว่ารัฐมนตรีมหาดไทยของปากีสถานจะเดินทางเยือนกรุงเตหะรานเพื่อส่งจดหมายลับจากผู้บัญชาการทหารและนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เพื่อทำหน้าที่เป็นกาวใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ทางที่ปรึกษาทหารของผู้นำสูงสุดอิหร่านยอมรับว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะนี้ "อยู่ในภาวะชะงักงัน".


ที่มา Reuters / AFP