กลุ่ม OPEC+ เห็นชอบในการปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่สงครามในอิหร่านปะทุขึ้น ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จนกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) มีมติเห็นพ้องในการปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 เดือน แม้ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้สมาชิกหลายรายของกลุ่มไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ก็ตาม

สงครามดังกล่าวส่งผลให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงัก นำไปสู่วิกฤตอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เนื่องจากสมาชิกหลักของโอเปกพลัส รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถจัดส่งน้ำมันให้แก่คู่ค้าได้อย่างเต็มจำนวนนับตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ซ้ำร้าย วิกฤตการณ์ของกลุ่มโอเปกพลัสยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ “โอเปก” (OPEC) หลังจากร่วมกลุ่มมานานเกือบ 60 ปี เพื่อให้มีอิสระในการตัดสินใจเรื่องกำลังผลิตของตัวเอง

สมาชิกหลัก 7 รายของกลุ่มโอเปกพลัส ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่างกลุ่มโอเปกและประเทศผู้ผลิตพันธมิตร รวมถึงรัสเซีย ปรับเพิ่มโควตาการผลิตแล้วเกือบ 600,000 บาร์เรลต่อวัน นับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง ตัวเลขกำลังการผลิตของกลุ่มกลับดิ่งลงอย่างรุนแรงเนื่องจากการปรับลดการส่งออกของกลุ่มประเทศสมาชิกในแถบอ่าวอาหรับ โดยข้อมูลจากโอเปกเผยว่า ยอดการผลิตเฉลี่ยในเดือนเมษายนอยู่ที่ 33.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเคยอยู่ที่ 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน

กลุ่มโอเปกเปิดเผยในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ว่า สมาชิกทั้ง 7 รายมีมติที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนที่เท่ากับการปรับเพิ่มของเดือนมิถุนายน ลดลงจากแผนเดิมที่จะเพิ่มขึ้นเดือนละ 206,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อให้สอดคล้องกับการถอนตัวของ UAE

...

อย่างไรก็ตาม นายฮอร์เก เลออน นักวิเคราะห์จากไรสตัด (Rystad) และอดีตเจ้าหน้าที่โอเปกกล่าวว่า “การปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดอยู่”

“แต่เมื่อใดก็ตามที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ตลาดก็อาจจะเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากความวิตกกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงาน ไปสู่ความหวาดกลัวเรื่องภาวะอุปทานล้นตลาดแทน”


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna