เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระดมกำลังตำรวจ นายพราน และโดรน ค้นหาหมีสีน้ำตาลที่ก่อเหตุทำร้ายประชาชน 4 คนบาดเจ็บในจังหวัดฟุกุชิมะ หลังหมีตัวดังกล่าวหลบหนีจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยคาดว่าใช้วิธีปลดล็อกกลอนและเปิดหน้าต่างจากด้านในด้วยตัวเอง ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองฟุกุชิมะระบุว่าเป็นหมีที่ "ฉลาดอย่างยิ่ง"
ความคืบหน้าเหตุการณ์ในเมืองฟุกุชิมะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พรานท้องถิ่น และทีมค้นหาได้ขยายพื้นที่ไล่ล่าหมีป่าความยาวประมาณ 1 เมตร ซึ่งยังคงหลบหนีลอยนวลอยู่จนถึงวันนี้ (5 มิ.ย.) หลังจากมันได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายประชาชนจนได้รับบาดเจ็บไปถึง 4 ราย
เหตุการณ์เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่วันที่ 2 มิ.ย. หมีตัวดังกล่าวได้บุกเข้าไปในโรงงานผลิตชิ้นส่วนเหล็ก "ฟุกุชิมะ สตีล เวิร์กส์" ในย่านซาซากิโนะ และได้ทำร้ายพนักงานไป 2 ราย ต่อมาวันพุธ กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพขณะมันกำลังไล่กวดและขย้ำพนักงานในลานจอดรถของบริษัทอีกแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีพลเมืองดีขับรถพุ่งเข้าใส่เพื่อช่วยชีวิตพนักงานคนดังกล่าว ทำให้หมีตกใจเตลิดหนีเข้าไปในอาคารสำนักงานและทำร้ายคนเพิ่ม รวมถึงบุกไปทำร้ายประชาชนที่บ้านพักในบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย อายุระหว่าง 20-80 ปี บาดแผลรุนแรงที่สุดถึงขั้นกระดูกใบหน้าหัก แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต
หลังจากก่อเหตุ หมีป่าได้หนีเข้าไปกบดานอยู่ภายในโรงงานของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ "โอกิ ซิมโฟ-เทค" ซึ่งพนักงานในโรงงานต่างพากันตกตะลึงเมื่อเห็นหมีตัวนี้ใช้เท้าหน้าของมัน "หมุนเปิดก๊อกน้ำเพื่อดื่มน้ำเอง" ทางเจ้าหน้าที่จึงได้นำกรงดักหมีมาติดตั้งไว้ที่ทางเข้า 4 จุด พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมปืนยาสลบเข้าปิดล้อม
กระทั่งเวลาประมาณ 22.50 น. ของคืนวันพุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้ายามเห็นหมีตัวดังกล่าวปีนข้ามรั้วกั้นออกไป เมื่อเข้าตรวจสอบภายในโรงงานอย่างละเอียดก็พบร่องรอยกรงเล็บขูดขีดรอบ ๆ ตัวล็อกหน้าต่าง และพบมุ้งลวดฉีกขาด คาดว่าหมีตัวนี้ใช้อุ้งเท้า "เอื้อมไปปลดสลักล็อกหน้าต่างแล้วดันเปิดออกเพื่อหลบหนีด้วยตัวเอง"
...
ในการแถลงข่าวฉุกเฉินเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. นายยูคิ บาบะ นายกเทศมนตรีเมืองฟุกุชิมะ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ยิงลูกดอกยาสลบใส่หมีตัวนี้แล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตัวยาจึงไม่ส่งผลกระทบต่อมันเลย "เราเห็นหมีตัวนี้ใช้เท้าหน้าเปิดก๊อกน้ำดื่มน้ำ และมันยังสามารถเปิดหน้าต่างที่ล็อกอยู่ได้ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่ามันเป็นหมีที่ฉลาดหลักแหลมอย่างเป็นพิเศษ" พร้อมแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถจับกุมมันได้สำเร็จ
นอกจากนี้ แม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ญี่ปุ่นเพิ่งจะมีการแก้ไขกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวด เพื่ออนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถลั่นไกสังหารสัตว์อันตรายในเขตชุมชนได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถใช้ปืนจริงยิงถล่มได้ เนื่องจากภายในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวมี "วัตถุไวไฟ" เป็นจำนวนมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดระเบิด
ผลกระทบจากการหลบหนีของหมีตัวนี้ ทำให้โรงเรียนประถมและมัธยมต้นในพื้นที่ใกล้เคียงต้องสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว และปรับไปเรียนออนไลน์แทน ก่อนจะกลับมาเปิดเรียนตามปกติในวันศุกร์ โดยโรงเรียนสั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ล็อกประตูและหน้าต่างชั้นล่างทั้งหมดอย่างแน่นหนา
ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่าในช่วงปีที่ผ่านมา นับถึงเดือนมีนาคม ญี่ปุ่นเผชิญกับวิกฤตหมีทำร้ายคนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 13 ราย และมีเหตุการณ์หมีจู่โจมรุนแรงถึง 238 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ปัจจัยสำคัญเกิดจากการลดลงของประชากรในแถบชนบท ประกอบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งอาหารของหมีในป่า ทำให้พวกมันต้องเข้ามาหากินในเขตชุมชนเมืองมากขึ้น.
ที่มา KYODO NEWS / Guardian