สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เสนอเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก 10% หรือ 12.5% รวมถึงไทย หลังผลสอบสวนตามมาตรา 301 ชี้ว่าหลายประเทศล้มเหลวในการห้ามและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ โดยสหรัฐฯ มองว่าการปล่อยให้สินค้าดังกล่าวเข้าสู่ตลาดสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงานและผู้ผลิตอเมริกัน

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศการตัดสินใจภายใต้มาตรา 301  แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ระบุว่า การดำเนินการ นโยบาย และแนวปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ที่ล้มเหลวในการสั่งห้ามและบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labor) อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการกระทำที่ "ไม่สมเหตุสมผล" และเป็นอุปสรรคหรือจำกัดการพาณิชย์ของสหรัฐฯ

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แถลงว่า “การที่พันธมิตรทางการค้าที่สำคัญที่สุดของเรา ล้มเหลวในการจัดการกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ สิ่งนี้สร้างกลไกที่บีบให้แรงงานชาวอเมริกันต้องแข่งขันในเวทีโลกบนสนามที่ไม่เท่าเทียม เราจะไม่ยอมทนต่อความเหลื่อมล้ำนี้อีกต่อไป พันธมิตรแต่ละรายต้องทำมากกว่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการค้าจะไม่ไปส่งเสริมและตอกย้ำการใช้แรงงานบังคับให้ฝังรากลึกในระดับโลก”

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการฟื้นฟูกำแพงภาษีฉุกเฉินขึ้นมาใหม่ หลังจากมาตรการภาษีเดิมถูกศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้เป็นโมฆะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยการประกาศครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราว 10% กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

...

จากการสอบสวนที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026 ยูเอสทีอาร์ได้แยกกลุ่มประเทศที่ล้มเหลวออกเป็น 2 กลุ่ม เพื่อเสนออัตราภาษีเพิ่มเติม โดยกลุ่มที่ 1 เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่ม 10% รวม 15 เขตเศรษฐกิจ ประกอบด้วยกลุ่มประเทศที่มีมาตรการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับอยู่บ้าง หรือมีข้อผูกพันที่จะบังคับใช้ผ่านข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน เช่น ข้อตกลง USMCA ได้แก่ แคนาดา, เอกวาดอร์, สหภาพยุโรป, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก, ปากีสถาน, อาร์เจนตินา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, มาเลเซีย, ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร

ส่วนกลุ่มที่ 2 เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% รวม 45 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย เป็นกลุ่มประเทศที่ล้มเหลวทั้งในการออกข้อบัญญัติสั่งห้าม และขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ไทย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง, นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์, รัสเซีย, แอฟริกาใต้, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บราซิล และเวียดนาม 

นอกจากนี้ ยูเอสทีอาร์ยังระบุเหตุผล 4 ประการที่ทำให้พฤติกรรมของประเทศเหล่านี้ไม่สมเหตุสมผล คือ (1) ทำลายเป้าหมายสากลในการขจัดแรงงานบังคับ (2) เปิดทางให้บริษัทที่ใช้แรงงานบังคับสามารถผลิตสินค้าในราคาที่ต่ำกว่า ส่งผลให้กลไกตลาดบิดเบือน (3) ทำลายความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่ไม่ใช้แรงงานบังคับ และ (4) มีส่วนช่วยให้เกิดการลักลอบหลีกเลี่ยงกฎหมายสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ จะมีการยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้กับสินค้าบางประเภทตามที่ระบุในภาคผนวก เช่น สินค้ากลุ่มพลังงาน, แร่ธาตุหายาก รวมถึงโลหะบางประเภท, เนื้อวัว, กาแฟ, ผักและผลไม้บางชนิด, ผลิตภัณฑ์ยา, สารเคมีอินทรีย์ และชิ้นส่วนเครื่องบิน

นอกจากนี้ USTR ยังได้เสนอ "กลไกสำหรับสินค้าสิ่งทอ"  ซึ่งจะอนุญาตให้นำเข้าเสื้อผ้าและสิ่งทอในปริมาณที่กำหนดจากบางประเทศ เข้าสู่สหรัฐฯ ได้ในอัตราภาษีมาตรา 301 ที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ

มาตรการนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกของทั้ง 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคการส่งออกของไทยจำเป็นต้องติดตามผลการสืบสวนและการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้อย่างใกล้ชิด.


ที่มา USTR / Reuters