1 ใน 4 ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีการเสียชีวิตของนาย เฮนรี โนวัก ลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากมีการเปิดเผยว่า พวกเขาหลงเชื่อคำพูดของคนร้าย และใส่กุญแจมือหนุ่มรายนี้ทั้งที่ถูกแทงบาดเจ็บสาหัส
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 มิ.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของตำรวจมณฑลแฮมป์เชียร์ว่า เจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีของ เฮนรี โนวัก หลังจากที่ศาลได้เปิดเผยคลิปวิดีโอเหตุการณ์ซึ่งแสดงให้เห็น ใส่กุญแจมือนักศึกษาหนุ่มรายนี้ในขณะที่เขากำลังนอนหายใจรวยรินใกล้สิ้นใจ เนื่องจากถูกแทง
โฆษกของกองบังคับการตำรวจเปิดเผยกับบีบีซี (BBC) ว่า มีเจ้าหน้าที่ 1 นายลาออกไปแล้ว ทว่าอีก 3 นายยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายและฆาตกรรมนาย เฮนรี โนวัก วัย 18 ปี เกิดขึ้นในคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยเขาถูกแทงเสียชีวิตขณะเดินอยู่บนถนนเบลมอนต์ ย่านพอร์ตสวูด เมืองเซาแธมป์ตัน สหราชอาณาจักร
คดีนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายนปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ศาลมีการพิจารณาคดี และมีการเปิดเผยรายละเอียดว่า คนร้ายซึ่งก็คือนาย วิคครัม ดิกวา (Vickrum Digwa) อายุ 23 ปี โกหกตำรวจว่าตัวเขาถูกทำร้ายและถูกเหยียดเชื้อชาติ (อ้างว่าถูกเหยื่อดึงผ้าโพกศีรษะออก) เพื่อบิดเบือนรูปคดี
ตำรวจแฮมป์เชียร์ที่มาถึงจุดเกิดเหตุกลับเชื่อคำกล่าวอ้างของผู้ก่อเหตุ และใส่กุญแจมือนายโนวักที่กำลังนอนหายใจรวยริน โดยในคลิปจะได้ยินเสียงนายโนวักพูดว่า “ผมถูกแทง” แต่ตำรวจนายหนึ่งตอบกลับไปว่า “ฉันไม่คิดว่านายโดนหรอกเพื่อน” จนเป็นเหตุให้การช่วยเหลือทางการแพทย์ล่าช้าจนเขาเสียชีวิต
ในการพิจารณาคดีช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 คณะลูกขุนและผู้พิพากษาปฏิเสธข้ออ้างเรื่องการป้องกันตัวของนายดิกวา โดยระบุว่าคำให้การของผู้ก่อเหตุเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น และตัดสินจำคุกตลอดชีวิต โดยต้องรับโทษขั้นต่ำ 21 ปี จึงจะมีสิทธิ์ขอทำทัณฑ์บนเพื่อออกจากเรือนจำก่อนกำหนด
...
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวและคลิปวิดีโอจากกล้องติดตัวของตำรวจที่ถูกเผยแพร่ออกมา จุดชนวนให้สังคมตั้งคำถามกับการทำงานของตำรวจอังกฤษ ขณะที่เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรก็บอกว่าเขา “รู้สึกสะอิดสะเอียน” หลังจากได้ดูคลิปวิดีโอ
เซอร์ สตาร์เมอร์ ยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบว่า “ข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ” ส่งผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไร
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : independent