วิกฤตพลังงานตะวันออกกลางกระตุ้นความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในฟิลิปปินส์ ดันยอดขายแตะ 14,000 คันใน 3 เดือนแรกของปี ขณะที่ภาครัฐเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับเป้าหมาย EV ครองถนน 50% ภายในปี 2040

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังพุ่งสูง เร่งให้ชาวฟิลิปปินส์หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดขายรถ EV ในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 36% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางความพยายามลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในผู้ที่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าระบุว่ารถ EV ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง โดยก่อนหน้านี้ต้องจ่ายค่าน้ำมันราว 8,000 เปโซต่อเดือน หรือประมาณ 130 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงค่าไฟฟ้าหลักร้อยเปโซเท่านั้น

นอกจากนี้ รถยังสามารถวิ่งได้ตลอดทั้งวันด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว และเมื่อกลับถึงบ้านยังเหลือแบตเตอรี่ประมาณ 40-50%

โดยราคาน้ำมันในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการเดินทาง และรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความสนใจมากที่สุด

ข้อมูลจากอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่า ยอดขายรถ EV ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า มีการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 14,000 คันในช่วง 3 เดือนแรกของปีเพียงอย่างเดียว คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายรวมทั้งปี 2025 ที่อยู่ที่ 32,000 คัน แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด EV ทำให้หลายบริษัทประสบปัญหารถไม่เพียงพอต่อความต้องการ

...

ไมค์ ลิม ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท EV Supreme เปิดเผยว่ายอดขายที่โชว์รูมในเขตเมโทรมะนิลาของเขาเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่านับตั้งแต่วิกฤตราคาน้ำมันเริ่มต้น

ด้านวิลลี ตี เท็น ประธานสมาคมรถยนต์ไฟฟ้าแห่งฟิลิปปินส์กล่าวว่า หลายแบรนด์ต้องเปิดระบบรอรับรถล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีใครคาดคิดว่าความต้องการจะเพิ่มสูงถึงระดับนี้ ทำให้ผู้จำหน่ายรถหลายรายเดินทางไปยังงานแสดงรถยนต์นานาชาติที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อเจรจาขอเพิ่มโควตาการส่งมอบรถจากผู้ผลิตต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดต้นทุนการใช้งานและลดการปล่อยคาร์บอน แต่ปัญหาสำคัญที่ยังขัดขวางการเติบโตของตลาดคือ ราคาจำหน่ายรถที่ยังสูง และจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันมีสถานีชาร์จที่เปิดใช้งานจริงเพียงประมาณ 900 แห่งเท่านั้น ขณะที่แผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลฟิลิปปินส์ มีเป้าหมายติดตั้งสถานีชาร์จมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2028

ด้านแพทริก อาคีโน ผู้อำนวยการสำนักบริหารการใช้พลังงาน กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ระบุว่า แม้ภาคเอกชนจะสนใจลงทุนอย่างมาก แต่กระบวนการอนุมัติและการรับรองต่าง ๆ อาจใช้เวลานานอย่างน้อย 6 เดือนก่อนเริ่มก่อสร้างได้

นอกจากจำนวนสถานีชาร์จแล้ว ความเร็วในการชาร์จไฟยังเป็นอีกประเด็นที่ผู้ใช้รถให้ความสำคัญ โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สถานีชาร์จหลายแห่งในปัจจุบันยังใช้ระบบชาร์จที่ใช้เวลานาน ทำให้ผู้ขับขี่บางส่วนกังวลเรื่องระยะทางและความสะดวกในการใช้งาน

เกลนฟอร์ด ฟิลิป อาร์ทุซ ผู้ประกอบการรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชันกล่าวว่า การเติมน้ำมันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่รถ EV จำเป็นต้องหยุดชาร์จไฟ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง

ทั้งนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ตั้งเป้าหมายให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วน 50% ของยานพาหนะบนท้องถนนภายในปี 2040 พร้อมออกมาตรการสนับสนุนหลายด้าน เช่น สินเชื่อพิเศษสำหรับการซื้อรถ EV และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากรัฐบาลและภาคเอกชนไม่สามารถเร่งขยายสถานีชาร์จ เพิ่มประสิทธิภาพระบบชาร์จ และแก้ปัญหาการขาดแคลนรถได้ทันเวลา เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าของฟิลิปปินส์อาจเผชิญความท้าทายอย่างมากในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ