กัมพูชาประกาศเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลกับไทย หลังไทยประกาศยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว ด้าน "ฮุน มาเนต" ย้ำทำเพื่อปกป้องอธิปไตย พร้อมหวังยุติความขัดแย้งเรื้อรังเหนือพื้นที่ทับซ้อนที่มีขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์
รัฐบาลกัมพูชาได้แจ้งต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) และรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการว่า ได้เริ่มใช้กระบวนการ "ประนีประนอมภาคบังคับ"ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติฝ่ายเดียวเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 ซึ่งเคยเป็นกรอบการเจรจาหลักระหว่างสองประเทศ โดยการยกเลิกดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของนายอนุทินที่ชนะเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้นหลังเกิดการปะทะกันทางทหารบริเวณชายแดนถึง 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา
ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ TVK ว่า กัมพูชาได้ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อเริ่มกระบวนการประนีประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยระบุว่า "เราดำเนินขั้นตอนสำคัญนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้รับประโยชน์จากการตั้งถิ่นฐานที่เป็นธรรมและยั่งยืนภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก"
พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลดังกล่าว ถูกประเมินโดยกระทรวงพลังงานของไทยว่ามีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาล คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.76 ล้านล้านบาท) ซึ่งความพยายามจัดสรรผลประโยชน์นี้ถูกขัดขวางด้วยความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนทางบกยาว 800 กิโลเมตร ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส
...
สถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมายังคงตึงเครียด หลังเกิดการสู้รบบริเวณชายแดนเมื่อเดือนกรกฎาคมและธันวาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและพื้นที่บางส่วนถูกยึดครอง แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงกล่าวหากันไปมาเรื่องการละเมิดข้อตกลง โดยกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังทหารและตำหนิกรณีปราสาทหินได้รับความเสียหายจากการสู้รบ
ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับจะเปิดโอกาสให้คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อพิพาทและทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ผลการพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้จะ "ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย" ต่อทั้งสองฝ่าย แต่จะทำหน้าที่เป็นกรอบการเจรจาที่เป็นสากลและเป็นกลางมากขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใด ๆ ต่อความเคลื่อนไหวของกัมพูชาในครั้งนี้ ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนด้านพลังงานที่รอคอยความชัดเจนในการขุดเจาะทรัพยากรในอ่าวไทยมาอย่างยาวนาน.
ที่มา AFP / Reuters / The Phnom Penh Post