สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ ภายใต้สนธิสัญญา Aukus เพื่อปกป้องสายเคเบิลและท่อส่งใต้ทะเลต่างๆ
เมื่อ 30 พ.ค. 2569 สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศว่าจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำเพื่อปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเลและเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ ภายใต้สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหารที่รู้จักกันในชื่อ “ออกัส” (Aukus)
เทคโนโลยียานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) นี้คาดว่าจะพร้อมใช้งานภายในปีหน้า แม้จะไม่มีการระบุถึงมูลค่ารวมของโครงการ แต่ จอห์น ฮีลลีย์ (John Healey) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ประเทศของเขาจะสนับสนุนเงินทุนจำนวน 150 ล้านปอนด์
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นโดยรัฐมนตรีกลาโหมของทั้ง 3 ประเทศ ที่การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงในสิงคโปร์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการต่างๆ ภายใต้กลุ่มออกัสมีความคืบหน้าที่ล่าช้า
นายฮีลลีย์ยอมรับในข้อวิจารณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ที่ผ่านมาในออกัส เราพูดกันมากเกินไปแต่ลงมือทำน้อยเกินไปมานานแล้ว” พร้อมเสริมว่า “แต่ตอนนี้สิ่งนั้นได้เปลี่ยนไปแล้วภายใต้รัฐบาลของพวกเราทั้ง 3 ประเทศ”
แถลงการณ์ร่วมระบุว่า โครงการใหม่นี้จะเห็นการพัฒนา “ระบบอุปกรณ์ปฏิบัติการและระบบสนับสนุนที่ล้ำสมัย” สำหรับยาน UUV ซึ่งจะสามารถปกป้องโครงสร้างพื้นฐานบริเวณพื้นทะเล, การโจมตี, ตลอดจนการปฏิบัติการลาดตระเวน การตรวจการณ์ และการส่งกำลังบำรุง
นอกจากนี้ ฮีลลีย์กล่าวว่าจะมีการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์และระบบอาวุธสำหรับ UUV เหล่านี้ ซึ่งจะช่วยมอบเทคโนโลยีการรบขั้นสูงให้แก่กองทัพของเราอย่างรวดเร็ว
มันยังจะช่วยให้พวกเขารับมือกับภัยคุกคามต่างๆ “รวมถึงภัยที่เกิดกับสายเคเบิลและท่อส่งใต้ทะเลของเรา ซึ่งชีวิตประจำวันของเราต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้อย่างมาก” เขากล่าวเสริมว่า ความพยายามดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างการป้องปรามในมหาสมุทรแปซิฟิก แอตแลนติก และน่านน้ำในแถบอาร์กติกตอนบนด้วย
...
การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหนึ่งเดือนหลังจากฮีลลีย์กล่าวหารัสเซียว่า ดำเนินปฏิบัติการลับเหนือสายเคเบิลและท่อส่งน้ำมันในน่านน้ำทางตอนเหนือของสหราชอาณาจักร แต่ทางมอสโกได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ในเดือนธันวาคมปีก่อน สหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเพื่อตามล่าเรือดำน้ำรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเพื่อปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเลด้วย
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc