โปรตุเกสเผชิญวันที่ร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมครั้งใหม่ โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 40.3 องศาเซลเซียส ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปกำลังรับมือกับคลื่นความร้อนรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 พ.ค. 2569 ว่า ประเทศโปรตุเกสเผชิญกับวันที่ร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมครั้งใหม่ โดยวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 40.3 องศาเซลเซียส ที่เมืองโมรา (Mora) ทางตอนกลางของประเทศ ในขณะที่กลุ่มประเทศในยุโรปตะวันตกต่างกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างรุนแรง

สถิติดังกล่าวถูกบันทึกได้ในวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) โดยทำลายสถิติ 40 องศาเซลเซียส ที่เคยทำไว้ในเดือนพฤษภาคม 2544

คาดกันว่าสถานการณ์คลื่นความร้อนในยุโรปนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงช่วงสุดสัปดาห์ โดยประเทศเยอรมนี สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ ต่างก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดผิดปกติด้วยเช่นกัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของโปรตุเกสระบุว่า พื้นที่บางส่วนของประเทศจะมีอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส ในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ก่อนที่ความร้อนจะเริ่มลดระดับลง

ด้านคณะรัฐมนตรีของฝรั่งเศสกำลังอยู่ระหว่างการประชุมเพื่อประเมินความพร้อมของประเทศในการรับมือกับคลื่นความร้อน ขณะเดียวกัน ทางการอิตาลีได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสีแดงในกรุงโรม เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งอุณหภูมิอาจพุ่งสูงทะลุ 32 องศาเซลเซียส ในวันพฤหัสบดี

สำหรับการสอบบาคคาลอเรต (Baccalaureate) หรือการสอบจบหลักสูตรมัธยมปลายของฝรั่งเศส จะยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางคลื่นความร้อนนี้ แม้ว่าโรงเรียนบางแห่งจำเป็นต้องปิดทำการชั่วคราวเนื่องจากอุณหภูมิภายในอาคารพุ่งสูงถึง 53 องศาเซลเซียส จนไม่สามารถอยู่ได้ก็ตาม

นายเอดูอาร์ เฌฟเฟรย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบอกกับสื่อว่า ศูนย์สอบต่างๆ จะได้รับอนุญาตให้เลือกห้องสอบที่มีร่มเงามากที่สุด พร้อมเสริมว่าการสอบจะยังคงดำเนินต่อไป เพราะนักเรียนได้เตรียมตัวมาพร้อมแล้ว

...

การตัดสินใจดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสหภาพการศึกษาและกลุ่มครู โดยครูรายหนึ่งเปิดเผยกับสถานีวิทยุฝรั่งเศสว่า บรรดาครู “ถูกบีบให้ต้องนำพัดลมส่วนตัวมาเอง”

ผลการสำรวจโดยสหภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาของฝรั่งเศสพบว่า โรงเรียนเกือบ 80% บันทึกอุณหภูมิได้สูงเกิน 30 องศาเซลเซียส ในสัปดาห์นี้ และระบุว่าได้รับรายงานเรื่องที่ครูต้องพกไขควงมาเองเพื่อแงะหน้าต่างให้เปิดออก

องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาเตือนเมื่อวันพฤหัสบดีว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ที่ระดับสูงสุดหรือใกล้เคียงกับระดับทุบสถิติต่อไปในปีนี้และอีก 4 ปีข้างหน้า


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc