สหภาพยุโรปสั่งปรับเงินบริษัท Temu เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านยูโร โทษฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าที่ผิดกฎหมายของ EU บนแพลตฟอร์ม
เมื่อ 28 พ.ค. 2569 สหภาพยุโรป (EU) สั่งปรับ “ทีมู” (Temu) แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ยอดนิยมของจีน เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านยูโร (ราว 7.6 พันล้านยูโร) เนื่องจากตรวจพบสินค้าผิดกฎหมาย เช่น ของเล่นเด็กที่เป็นอันตราย และเครื่องชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มนี้
คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ระบุว่า ทีมู “ล้มเหลวในการระบุ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงเชิงระบบอย่างถี่ถ้วน” ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค
Temu ตกอยู่ภายใต้การสอบสวนมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ว่าได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในฐานะ “แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มาก” ตามกฎหมายของสหภาพยุโรปหรือไม่
ด้านโฆษกของ Temu ระบุว่า ทางบริษัทเคารพในความจำเป็นที่จะต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน แต่คำตัดสินดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปี 2567 และไม่ได้สะท้อนถึงสถานะปัจจุบันของระบบในบริษัท
“เราไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของคณะกรรมาธิการยุโรป และถือว่าค่าปรับนั้นไม่สมเหตุสมผลและเกินกว่าเหตุ” โฆษกระบุ “เรากำลังทบทวนคำตัดสินอย่างละเอียดและพิจารณาทางเลือกทั้งหมดที่มีอยู่”
สำนักข่าวยูโรนิวส์รายงานว่า การสอบสวนดังกล่าวรวมถึงการสุ่มซื้อสินค้าโดยไม่เปิดเผยตัวตนซึ่งดำเนินการโดยองค์กรทดสอบอิสระ และผลการทดสอบพบว่า มีเครื่องชาร์จที่ซื้อผ่าน Temu ในอัตราส่วนที่สูงมาก ที่ไม่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าขั้นพื้นฐาน
นอกจากนี้ยังพบว่า ของเล่นเด็กในสัดส่วนที่สูงก็มีสารเคมีเกินขีดจำกัดตามกฎหมาย หรือมีชิ้นส่วนขนาดเล็กที่หลุดออกได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้เด็กขาดอากาศหายใจ
...
นอกเหนือจากการจ่ายค่าปรับแล้ว Temu จะต้องเสนอแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวภายในวันที่ 28 ส.ค. หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะมีเวลา 2 เดือนในการตัดสินใจว่า มาตรการที่บริษัทดำเนินการนั้นเพียงพอต่อการปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่
นาง เฮนนา วีร์กกูเนน กรรมาธิการด้านเทคโนโลยีของสหภาพยุโรปบอกผู้สื่อข่าวว่า คำตัดสินนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่ง “สัญญาณเตือนที่รุนแรงมาก” ไปยัง Temu
อนึ่ง นี่นับเป็นครั้งที่ 2 ที่สหภาพยุโรปสั่งลงโทษปรับเงินภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act) โดยครั้งแรกเป็นการสั่งปรับเครือข่ายโซเชียลมีเดีย X ของอีลอน มัสก์ เป็นจำนวนเงิน 120 ล้านยูโรเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc