กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในเมืองท่าบันดาร์อับบาสของอิหร่าน นับเป็นการโจมตีเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน พร้อมยิงสกัดโดรนโจมตี 4 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างเป็นการป้องกันตนเองและรักษาข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่อิหร่านประณามว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ยิงโดรนโจมตีของอิหร่านร่วง 4 ลำ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามต่อกองทัพสหรัฐฯ และการเดินเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ยังได้โจมตีสถานีควบคุมภาคพื้นดินในเมืองบันดาร์ อับบาส ในขณะที่กำลังเตรียมจะปล่อยโดรนลำที่ห้า
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งระบุว่า "การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตอบโต้ที่เหมาะสม เป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองอย่างแท้จริง และมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิง" ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานอ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงเตือนเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ที่พยายามจะแล่นผ่านช่องแคบจนต้องถอยร่นไป ก่อนที่สหรัฐฯ จะยิงถล่มพื้นที่ว่างเปล่ารอบ ๆ เมืองบันดาร์ อับบาส ซึ่งไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) โดยเขาได้ปฏิเสธรายงานจากสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่านที่อ้างว่า ทั้งสองประเทศสามารถบรรลุ "ร่างข้อตกลงกรอบความร่วมมือร่วมกัน" เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์สัญจรได้ตามปกติภายในหนึ่งเดือน โดยมีอิหร่านและโอมานร่วมกันบริหารจัดการ ตลอดจนข้อเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือและถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งทางทำเนียบขาวได้ตราหน้าข้อความดังกล่าวว่าเป็น "เรื่องโกหก"
...
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ประกาศกร้าวว่า จะไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งได้สิทธิ์ขาดในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และกล่าวข่มขู่ไปยังประเทศโอมาน ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ ว่า "ไม่มีใครจะได้ควบคุมช่องแคบนี้ มันคือเขตน่านน้ำสากล และโอมานจะต้องปฏิบัติตามกฎเหมือนกับคนอื่น ๆ ไม่เช่นนั้นเราจะต้องระเบิดพวกเขาให้ราบ ซึ่งพวกเขาเข้าใจเรื่องนี้ดีและจะไม่ทำตัวมีปัญหา"
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้สั่งคว่ำบาตร "หน่วยงานบริหารจัดการช่องแคบเปอร์เซีย" ซึ่งเป็นองค์กรที่อิหร่านจัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมการสัญจรผ่านช่องแคบ โดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
ด้านนายอิบราฮิม อาซิซี ประธานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาตอบโต้ผ่าน X ว่า วาทกรรมของทรัมป์จะไม่สามารถบีบให้อิหร่านถอยร่นจากข้อเรียกร้องเดิมได้ ทั้งเรื่องสิทธิ์การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การคุมช่องแคบ และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด พร้อมชี้ว่า ทรัมป์กำลังเผชิญกับทางตันทางยุทธศาสตร์จึงได้แต่พูดสลับไปมาระหว่างการข่มขู่และการอ้อนวอนขอข้อตกลง
แม้ว่าทรัมป์จะเคยแสดงท่าทีเชิงบวกว่าข้อตกลงใกล้จะเสร็จสิ้น แต่ในการประชุมล่าสุดเขาระบุว่า สหรัฐฯ "ยังไม่พอใจ" กับเงื่อนไขปัจจุบัน และพร้อมจะกลับไปใช้มาตรการทิ้งระเบิดขนานใหญ่อีกครั้งหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงของวอชิงตัน ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันให้ประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ปากีสถาน ตุรกี อียิปต์ และจอร์แดน ลงนามใน "ข้อตกลงอับราฮัม" (Abraham Accords) เพื่อปรับความสัมพันธ์สู่ระดับปกติกับอิสราเอล ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังคงปฏิเสธ
ขณะนี้สหรัฐฯ มีกำลังพลราว 15,000 นายทำหน้าที่ปิดล้อมอิหร่าน ควบคู่ไปกับกองกำลังเสริมในฐานทัพหลายแห่งทั่วภูมิภาค เช่น กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน โดยประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงเป็นจุดชนวนสำคัญที่สุด ซึ่งนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายในที่ประชุมอย่างหนักแน่นว่า "ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือ อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด".