ออสเตรเลียยืนยันพบผู้เสียชีวิตจาก "โรคคอตีบ" รายแรกในรอบ 8 ปี ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 พบผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุ 240 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนชนพื้นเมืองพื้นที่ห่างไกล ทางการเร่งฉีดวัคซีนและเปิดคลินิกเฉพาะกิจสกัดการแพร่ระบาด
สตีฟ เอดจิงตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประจำเขตนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี แถลงว่า ผลการชันสูตรพลิกศพจากห้องปฏิบัติการในต่างประเทศยืนยันว่า ชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลรอยัลดาร์วิน มีสาเหตุมาจาก "โรคคอตีบ" ซึ่งถือเป็นผู้เสียชีวิตจากโรคนี้รายแรกของออสเตรเลียนับตั้งแต่ปี 2018
อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงสาธารณสุขนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี ได้ออกมาชี้แจงปฏิเสธกระแสข่าวลือก่อนหน้านี้จากสำนักข่าว ABC ที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตรายที่สองเป็นชายในแคว้นตอนกลางของออสเตรเลีย โดยยืนยันว่าการเสียชีวิตของคนไข้รายดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรคคอตีบแต่อย่างใด และขอสงวนข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อความเป็นส่วนตัว
ออสเตรเลียเริ่มพบผู้ติดเชื้อคอตีบเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ก่อนจะพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วในเดือนกุมภาพันธ์ จนต้องมีการประกาศสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา โดยความรุนแรงในระลอกนี้กระจายตัวไปใน 4 รัฐหลัก ยอดผู้ติดเชื้อสะสมในปีนี้พุ่งสูงถึงอย่างน้อย 242–245 ราย แหล่งระบาดสำคัญอยู่ในชุมชนพื้นเมืองห่างไกล โดยพบว่านอร์เทิร์นเทอร์ริทอรีวิกฤตที่สุด โดยพบผู้ติดเชื้อคิดเป็น 60% ของประเทศ (ราว 146 ราย)
ส่วนรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย พบผู้ติดเชื้อราว 36% (89 ราย) โดยเฉพาะในภูมิภาคคิมเบอร์ลีย์ และถือเป็นการพบผู้ป่วยคอตีบระบบทางเดินหายใจครั้งแรกของรัฐในรอบกว่า 50 ปี ขณะที่รัฐเซาท์ออสเตรเลีย พบผู้ติดเชื้อ 7 รายในเขต APY Lands ทางตะวันตกเฉียงเหนือ และในรัฐควีนส์แลนด์ พบผู้ติดเชื้อจำนวน 3 ราย ในเมืองแคร์นส์และบริสเบน
...
มาร์ก บัตเลอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลีย กล่าวแสดงความกังวลว่า "นี่คือสิ่งที่มีบางอย่างผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ขนาดนี้กับโรคที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จัดให้เป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว ทำให้เราจำเป็นต้องกลับมาตรวจสอบอย่างจริงจังว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
ทั้งนี้ โรคคอตีบเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ โรคคอตีบระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Diphtheria) แพร่กระจายผ่านการไอหรือจาม อาการเริ่มแรกจะมีไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ และเบื่ออาหาร ภายในไม่กี่วันเชื้อจะสร้างแผ่นเยื่อหนาสีเทาแกมขาวเกาะอยู่บริเวณลำคอและทอนซิล ทำให้กลืนลำบากและหายใจติดขัด ในรายที่รุนแรงแผ่นเยื่อนี้จะอุดกั้นทางเดินหายใจทำให้เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเตือนว่า แม้จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ แต่อัตราการเสียชีวิตยังสูงถึง 1 ใน 10 ราย
ส่วนโรคคอตีบที่ติดเชื้อที่ผิวหนัง (Cutaneous Diphtheria) แพร่กระจายผ่านการสัมผัสผิวหนังโดยตรง ทำให้เกิดแผลพุพองหรือแผลเปื่อยตามร่างกาย โดยมักเกิดที่แขนและขา แผลจะหายช้ามาก แต่ความรุนแรงของโรคน้อยกว่าระบบทางเดินหายใจ
จากความรุนแรงดังกล่าว ศาสตราจารย์ ไมเคิล คิดด์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของออสเตรเลีย ได้ประกาศให้สถานการณ์โรคคอตีบระบาดครั้งนี้เป็น "เหตุการณ์โรคติดต่อที่มีความสำคัญระดับชาติ" ขณะที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณฉุกเฉินจำนวน 7.2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 160 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มทรัพยากรทางการแพทย์และเร่งระดมฉีดวัคซีนในพื้นที่เสี่ยง
ด้านกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ระบาด ได้เร่งจัดตั้งคลินิกเคลื่อนที่ ในเมืองหลัก เช่น ดาร์วิน แคทเธอรีน และอลิซสปริงส์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ โดยตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนแล้วมากกว่า 10,407 โดส
ทางการระบุว่า "วัคซีนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด" โดยปกติแล้วเด็กๆ จะได้รับวัคซีนพื้นฐาน 5 โดส ตั้งแต่อายุ 2 เดือนถึง 4 ปี และฉีดกระตุ้นในช่วงอายุ 12-13 ปี อย่างไรก็ตาม จากวิกฤตในครั้งนี้ แพทย์แนะนำทุกๆ 5 ปี จากเดิมที่กำหนดไว้ทุก 10 ปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และสกัดกั้นการแพร่ระบาดให้ยุติลงโดยเร็วที่สุด.