สตาร์บัคส์เกาหลีใต้เผชิญกระแสวิจารณ์รุนแรงจนยอดขายตกฮวบ หลังเปิดตัวแคมเปญโปรโมตแก้วทัมเบลอร์ชื่อ "Tank Day" ตรงกับวันครบรอบเหตุสังหารหมู่ควังจูปี 1980 ซึ่งกองทัพเกาหลีใต้ใช้รถถังและกำลังทหารปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยจนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยราย ด้านผู้บริหารเครือชินเซเกออกมาขอโทษต่อสาธารณชน หลังปลดซีอีโอสตาร์บัคส์เกาหลีใต้พ้นตำแหน่ง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก ชินเซแก กรุ๊ป กลุ่มกลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ผู้บริหารจัดการเครือข่ายร้านกาแฟสตาร์บัคส์ในเกาหลีใต้ ออกมายอมรับว่ายอดขายของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ประสบภาวะ "ดิ่งลงอย่างรุนแรงและมีนัยสำคัญ" หลังเผชิญกระแสโกรธแค้นจากประชาชนอย่างหนัก

วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทีมการตลาดอีคอมเมิร์ซของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้เปิดตัวแคมเปญโปรโมตแก้วทัมเบลอร์ ภายใต้ชื่อ 'Tank Day' เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ซึ่งตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์ "การลุกฮือที่เมืองควังจู" ในปี 1980 ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลเผด็จการทหารของนายชอน ดู-ฮวาน ได้ส่งกำลังทหารและรถถัง เข้าปราบปรามประชาชนและนักศึกษาที่ออกมาประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างโหดเหี้ยม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายอย่างเป็นทางการหลายร้อยราย

จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ชินเซเกสั่งปลด นายซน จองฮยอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ออกจากตำแหน่งทันทีเมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมส่งเรื่องแจ้งไปยังสำนักงานใหญ่ของสตาร์บัคส์ในสหรัฐฯ ซึ่งกำลังติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

ในการแถลงข่าวที่กรุงโซล นายจอง ยงจิน ประธานกรรมการชินเซเก กรุ๊ป ได้โค้งคำนับต่อหน้าสาธารณชนเพื่อขออภัยต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ 18 พ.ค. พร้อมกล่าวว่า "ผมไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น และขอรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้แต่เพียงผู้เดียว ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งที่การตลาดที่ไม่เหมาะสมของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้สร้างความเจ็บปวดและโกรธเคืองให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่ผมขอความกรุณาจากทุกท่าน โปรดอย่าได้ลงโทษหรือระบายความโกรธแค้นนี้ไปที่พนักงานระดับปฏิบัติการและพนักงานหน้าร้านของสตาร์บัคส์เลย"

...

ทั้งนี้ หลังจากแถลงความคืบหน้า ราคาหุ้นของชินเซเก ในช่วงเช้าดิ่งลงทันที 2.8% ก่อนจะตีตื้นกลับมาบวก 1.7% ขณะที่หุ้น E-Mart บริษัทลูกของชินเซเกที่ถือหุ้นใหญ่ในสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ ขยับขึ้น 2.3%

จอน ซังจิน ผู้บริหารอีกรายของชินเซเก ได้แถลงผลการตรวจสอบภายใน ซึ่งเผยให้เห็นถึงความหละหลวมและ "ไร้จิตสำนึกทางประวัติศาสตร์และสังคม" ของทีมงานอย่างน่าตกใจ โดยสรุปความบกพร่องออกเป็นข้อๆ เช่น ทีมการตลาดสารภาพว่า พวกเขาให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยคิดคำและไอเดียสำหรับจัดโปรโมตประจำสัปดาห์ โดยอ้างว่าคิดแต่เรื่องยอดขายจนลืมไปว่าวันที่ 18 พ.ค. เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ผลสอบยังไม่แน่ชัดว่าทีมงานตั้งใจปล่อยผ่านคำสั่งจาก AI หรือไม่

นอกจากนั้น แคมเปญนี้ผ่านการอนุมัติจากหัวหน้าทีมและผู้บริหารรวม 7 คน แต่ผลสอบพบว่า มีผู้บริหารบางรายเซ็นอนุมัติผ่านอีเมลตามความเคยชิน โดยไม่ได้คลิกเปิดดูไฟล์แนบรูปทรงดีไซน์ของแก้วเลยด้วยซ้ำ

เนื่องจากทีมงานมุ่งเน้นแต่ความรวดเร็วในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีปริมาณมากในแต่ละสัปดาห์ ทำให้แคมเปญนี้ "ข้าม" ขั้นตอนการตรวจสอบความเสี่ยงและข้อกฎหมายจากทีมเนติกรของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการตรวจสอบเชิงลึกยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีพนักงานในทีมการตลาด 3 จาก 5 คน ปฏิเสธที่จะส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้เจ้าหน้าที่ทำนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล โดยอ้างสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว

สตาร์บัคส์ถือเป็นแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มอันดับหนึ่งในเกาหลีใต้ที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุด การจัดแคมเปญที่จี้บาดแผลทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงจุดชนวนการบอยคอตต์ทั่วประเทศ แม้กระทั่ง ประธานาธิบดี อี แจมยอง แห่งเกาหลีใต้ ยังออกมาประณามแคมเปญนี้อย่างรุนแรงว่า "เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและน่าอับอายที่สุด"

ขณะนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ได้เข้ามาเปิดฉากสืบสวนคดีนี้เป็นกรณีพิเศษแล้ว ซึ่งหากผลสอบทางอาญาพบว่า พนักงานหรือผู้บริหารคนใดมี "เจตนาจงใจ" ล้อเลียนหรือลบหลู่เหตุการณ์โศกนาฏกรรมกวางจู บุคคลนั้นนอกจากจะถูกไล่ออกแล้ว จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดอีกด้วย

ขณะที่โฆษกพรรครัฐบาล ระบุผ่านสำนักข่าวยอนฮัปว่า คำขอโทษของประธานชินเซเกดูมีความจริงใจ และทางพรรคจะเร่งผลักดันมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้แบรนด์สินค้าใดๆ นำเรื่องราวความสูญเสียของประชาชนมาทำเป็นแคมเปญการตลาดที่ไร้รสนิยมเช่นนี้อีกในอนาคต.


ที่มา Reuters / AFP