โป๊ปเลโอที่ 14 เผยแพร่สารตราพระสันตะปาปาฉบับแรกในสมัยของพระองค์ โดยทรงเรียกร้องให้โลกชะลอการพัฒนา AI ในขณะที่ทรงตรัสปฏิเสธทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” ที่ผู้นำโลกใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงคราม
เมื่อ 25 พ.ค. 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงนำเสนอสารตราพระสันตะปาปา (Encyclical) ฉบับแรกในสมณสมัยของพระองค์ที่งานแถลงในนครรัฐวาติกัน โดยทรงเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ชะลอตัวและควบคุมการพัฒนาเพื่อวางกฎเกณฑ์ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างใกล้ชิด
โป๊ปเลโอทรงเตือนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังแพร่กระจายข้อมูลเท็จ มุ่งเน้นไปที่ความขัดแย้ง และเสี่ยงที่จะนำพาโลกไปสู่เส้นทางแห่งสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด พร้อมแสดงความกังวลว่า ระบบอาวุธอัตโนมัติบางประเภทได้ก้าวล้ำไปไกลจน “เกือบจะอยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ในการควบคุมดูแลพวกมันแล้ว”
ทั้งนี้ พระสันตะปาปาเลโอทรงเริ่มใช้สำนวนที่เฉียบขาดและดุดันมากขึ้นในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสงครามเมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนเรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม พระองค์เรียกร้องต่อบรรดาผู้นำโลกอีกครั้งผ่าน สารตราพระสันตะปาปา ฉบับนี้
ในสารตราดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “Magnifica Humanitas” (มนุษยชาติอันสง่างาม) โป๊ปเลโอเรียกร้องไม่ให้กรรมสิทธิ์ในข้อมูล AI ตกไปอยู่ในมือของภาคเอกชนแต่เพียงผู้เดียว และขอให้ผู้กำหนดนโยบายร่วมกันปกป้องสิทธิ์ของแรงงาน รวมถึงดูแลให้เด็กๆ ปลอดภัยจากเทคโนโลยีดังกล่าว พร้อมทั้งทรงกระตุ้นให้ลดการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างบริษัท AI ต่างๆ ลง
“สิ่งที่จำเป็นในขณะนี้คือ ความมุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จริงจังยิ่งขึ้น จนมีความสามารถมากพอที่จะช่วยชะลอสิ่งต่างๆ ให้ช้าลง ในยามที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเร่งความเร็วไปข้างหน้า”
...
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเรียกร้องให้มี “กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง มีการตรวจสอบที่เป็นอิสระ มีผู้ใช้งานที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี และมีระบบการเมืองที่ไม่ละทิ้งความรับผิดชอบของตนเอง”
อนึ่ง สารตราพระสันตะปาปาถือเป็นหนึ่งในรูปแบบคำสอนขั้นสูงสุดจากพระประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่ส่งถึงคริสตศาสนิกชนราว 1,400 ล้านคนทั่วโลก โดยเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีความยาวเกือบ 43,000 คำ และได้รับการจัดทำขึ้นมาเกือบจะทันทีนับตั้งแต่ที่พระสันตะปาปาเลโอทรงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเมื่อปีเศษที่ผ่านมา
ในสารตรา โป๊ปเลโอยังทรงประณามสงครามมากมายที่กำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกอยู่ตอนนี้, แสดงความเสียใจที่องค์กรพหุภาคีต่างๆ อ่อนแอลง และเตือนว่าผลกำไรของอุตสาหกรรมอาวุธคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งต่างๆ
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอยังได้ทรงแถลงการณ์อย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาจากปากขององค์พระประมุขแห่งคริสตจักร ว่าพระองค์ปฏิเสธทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” (Just War Theory) ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่คริสตจักรใช้ประเมินความขัดแย้งระดับโลกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 เป็นอย่างน้อย
หลักการของทฤษฎีนี้โดยทั่วไปกำกับไว้ว่า สงครามควรจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองจากการรุกรานเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ซึ่งเป็นคาทอลิก ก็ได้นำทฤษฎีนี้มาใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับสงครามอิหร่านเช่นกัน
“ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” ซึ่งมักถูกนำมาใช้บ่อยครั้งจนเกินไปเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับสงครามทุกรูปแบบ บัดนี้ได้ล้าสมัยไปแล้ว” พระสันตะปาปาเลโอทรงระบุ “การใช้กำลัง ความรุนแรง และอาวุธ สะท้อนให้เห็นถึงความยากจนข้นแค้นทางความสัมพันธ์ ซึ่งมักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายต่อประชากรพลเรือนเสมอ”
นอกจากนี้ พระสันตะปาปาเลโอยังทรงแสดงความกังวลว่า บรรดาผู้นำประเทศอาจก่อสงครามขึ้นมาเพียงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาภายในประเทศ
“เราไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ผู้นำบางคนอาจมองว่าความขัดแย้งด้วยอาวุธ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ และเป็นเครื่องมืออันไร้ยางอายในการจัดการกับความยากลำบากที่ตนเผชิญอยู่” พระองค์ทรงกล่าวสรุป
ในสารตราดังกล่าว โป๊ปเลโอที่ 14 ยังทรงประณามสิ่งที่พระองค์เรียกว่า “รูปแบบใหม่ของการตกเป็นทาส” ที่กลุ่มคนที่ต้องดูแลระบบ AI รวมถึงคนงานในโรงงานผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนที่ต้องเปิดใช้งาน AI กำลังเผชิญอยู่
“ในบางพื้นที่ของโลก เด็กและเยาวชนต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่อันตราย ทั้งการบดสกัดวัตถุดิบเพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ธาตุหายาก (Rare Earth)” พระสันตะปาปาทรงระบุ “ร่างกายของคนเหล่านี้ต้องมีบาดแผล ได้รับบาดเจ็บ และสึกหรอไป เพื่อให้กระแสข้อมูลของการประมวลผลสามารถดำเนินไปได้อย่างไร้รอยต่อ ความจริงข้อนี้กำลังท้าทายมโนสำนึกทางศีลธรรมในยุคสมัยของเราอย่างลึกซึ้ง”
นอกจากนี้ สมเด็จพระสันตะปาปายังทรงยอมรับว่า คริสตจักรโรมันคาทอลิกไม่ได้ออกมาประณามการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างจริงจังจนกระทั่งศตวรรษที่ 19 และทรงกล่าวคำขออภัยเป็นการส่วนพระองค์
“สิ่งนี้ถือเป็นบาดแผลในความทรงจำของชาวคริสต์” พระองค์ทรงระบุ “และด้วยเหตุนี้ ในนามของคริสตจักร ข้าพเจ้าขออภัยด้วยความจริงใจ”
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna
...