"โทชิฟุมิ ซูซูกิ" อดีตประธานบริษัทเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น" เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ขณะมีอายุ 93 ปี หลังสร้างอาณาจักร 7-Eleven ให้กลายเป็นเครือร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก
บริษัท เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ (Seven & i Holdings) ยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีกของญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในวันนี้ (25 พ.ค.) ว่า นายโทชิฟุมิ ซูซูกิ (Toshifumi Suzuki) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์และอดีตประธานกรรมการบริษัท ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา ด้วยวัย 93 ปี โดยพิธีศพจะจัดขึ้นอย่างเป็นส่วนตัวเฉพาะภายในครอบครัวและญาติสนิท และจะมีการจัดพิธีอำลาอย่างเป็นทางการในภายหลัง
แถลงการณ์ของบริษัทระบุว่า "พวกเราขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อความเมตตาและไมตรีจิตที่มีให้แก่ท่านในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ และขอแจ้งข่าวการจากไปของท่านด้วยความเคารพ"
นายโทชิฟุมิ ซูซูกิ เกิดที่จังหวัดนางาโน สำเร็จการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชูโอ ก่อนจะเข้าร่วมงานกับบริษัท อิโต-โยคาโด (Ito-Yokado) ในปี 1963 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในต้นทศวรรษ 1970 ในฐานะผู้ดูแลการพัฒนาธุรกิจใหม่ เขาได้สะดุดตากับร้านสะดวกซื้อในสหรัฐฯ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และมองเห็นโอกาสที่จะนำโมเดลนี้มาช่วยฟื้นฟูร้านค้าปลีกขนาดเล็กในญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนักจากทั้งภายในและภายนอกองค์กรที่มองว่า "ยังเร็วเกินไป" และร้านค้าขนาดเล็ก "ไม่มีทางประสบความสำเร็จ"
อย่างไรก็ตาม ด้วยวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม ซูซูกิได้เดินหน้าเจรจาพันธมิตรกับบริษัท เซาท์แลนด์ (Southland Corporation) ของสหรัฐฯ และก่อตั้งบริษัท ยอร์ค-เซเว่น (ปัจจุบันคือ เซเว่น-อีเลฟเว่น เจแปน) ขึ้นในปี 1973 ก่อนจะเปิด 7-Eleven สาขาแรกของญี่ปุ่น ณ ย่านโทโยสุ กรุงโตเกียว ในเดือนพฤษภาคม ปี 1974 โดยการเปลี่ยนโฉมจากร้านขายสุราแบบดั้งเดิม
...
ซูซูกิไม่ได้เพียงแค่ก๊อปปี้โมเดลจากอเมริกา แต่เขาคือผู้สร้างระบบการบริหารร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน ได้แก่ การจัดการสินค้าแบบรายชิ้น (Item-by-Item Management): ควบคุมการขายและสต็อกสินค้าอย่างแม่นยำเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน
กลยุทธ์ของเขายังรวมถึงการเปิดสาขาจำนวนมากกระจุกตัวในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง, ระบบจัดการข้อมูล ณ จุดขาย เพื่อนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เขายังเป็นผู้ริเริ่มนำข้าวกล่อง หรือเบนโตะ และกับข้าวสำเร็จรูปเข้ามาขายในร้าน จนกลายเป็นจุดขายหลักของเซเว่นฯ จนถึงปัจจุบัน
ความสำเร็จของเซเว่นฯ ในญี่ปุ่นเติบโตอย่างมหาศาล จนกระทั่งเมื่อบริษัทแม่ในสหรัฐฯ ประสบปัญหาทางการเงิน ซูซูกิได้นำบริษัทญี่ปุ่นเข้าซื้อกิจการของเซเว่นฯ สหรัฐฯ และชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ จนทำให้ 7-Eleven กลายเป็นเชนร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันเฉพาะในญี่ปุ่นมีสาขามากกว่า 22,000 แห่ง
ตลอดเวลาที่ซูซูกิบริหารงาน เขาดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย รวมถึงประธานและซีอีโอของ เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 เขามักจะกล่าวกับคนรอบข้างเสมอว่า "ถ้าคุณทำในสิ่งที่ทุกคนคัดค้าน คุณจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะถ้าทุกคนคัดค้าน แปลว่านั่นคือโอกาสที่มีแค่เราคนเดียวที่คิดออก"
เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บริหารสไตล์ "วันแมน" ที่ตัดสินใจเด็ดขาด เฉียบคม และขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจธนาคาร รวมถึงแบรนด์สินค้าของตัวเอง โดยยึดเอาความต้องการของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง
ทั้งนี้ ซูซูกิได้ประกาศลงจากตำแหน่งประธานกรรมการ เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2016 ด้วยวัย 83 ปี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความขัดแย้งในบอร์ดบริหารเรื่องการตั้งประธานคนใหม่ ซึ่งในภายหลังเขาได้เผยความรู้สึกว่า เป็น "โอกาสที่ดี" ที่เขาจะได้วางมือหลังจากอุทิศตนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษ.
ที่มา Yahoo JAPAN / AFP