รัสเซียใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงในการโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ และบาดเจ็บนับร้อย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนระลอกใหญ่เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 โดยใช้อาวุธหลายอย่างทั้งโดรนและมิสไซล์ รวมถึงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (ไฮเปอร์โซนิก) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 100 รายในพื้นที่ต่างๆ
ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงดังกล่าวคือ จรวด “โอเรชนิก” (Oreshnik) ซึ่งสหรัฐฯ จัดว่าเป็นขีปนาวุธพิสัยกลาง โดยมันสามารถติดตั้งได้ทั้งหัวรบธรรมดาและหัวรบนิวเคลียร์ ความเร็วและวิถีการบินของมันทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ยูเครนมีอยู่เกือบจะไม่สามารถสกัดกั้นได้ และนี่ถือเป็นเพียงครั้งที่ 3 เท่านั้นที่รัสเซียนำขีปนาวุธรุ่นนี้มาใช้งาน
ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวว่าขีปนาวุธดังกล่าวตกลงใกล้กับเมืองบีลา เซอร์กวา (Bila Tserkva) ทางตอนกลางของยูเครน พร้อมเสริมว่า “พวกเขาสติฟั่นเฟือนไปแล้วจริง ๆ มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่รัสเซียจะต้องไม่ลอยนวลโดยไม่ถูกลงโทษจากการกระทำนี้”
ด้านอันดรีย์ ซิบิฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของยูเครน ระบุว่าขีปนาวุธที่ถูกยิงมานั้นบรรจุหัวรบจำลอง
“มีรายงานว่ามอสโกใช้ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลางโอเรชนิก ซึ่งเป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อบรรจุหัวรบนิวเคลียร์ นี่คือกลยุทธ์สร้างความหวาดกลัวทางการเมือง และเป็นนโยบายการข่มขู่ทางนิวเคลียร์ที่ไร้ความรับผิดชอบ” คายา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรประบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X
ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสออกมาประณามการโจมตีข้ามคืนของรัสเซีย โดยระบุในโพสต์บน X ว่าการใช้โอเรชนิกแสดงถึง “การยกระดับความรุนแรง” ใน “สงครามรุกรานของรัสเซีย”
...
ส่วนนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี กล่าวว่าการที่รัสเซียใช้โอเรชนิกถือเป็นการ “ยกระดับความรุนแรงที่บ้าบิ่น” และได้ย้ำถึงคำมั่นสัญญาของเยอรมนีที่จะ “ยืนหยัดเคียงข้างยูเครนอย่างมั่นคง”
กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า โดยรวมแล้วรัสเซียส่งโดรน 600 ลำ และยิงขีปนาวุธ 90 ลูก เข้าใส่ยูเครนตลอดทั้งคืน โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดอาวุธเหล่านั้นตกไปได้ 604 รายการ ซึ่งนายซิบิฮาอธิบายว่านี่คือ “หนึ่งในการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุด” ที่กระทำต่อเมืองหลวงของยูเครน
“น่าเสียดายที่ขีปนาวุธทิ้งตัวไม่ได้ถูกยิงตกทั้งหมด กรุงเคียฟได้รับผลกระทบจากการโจมตีมากที่สุด และกรุงเคียฟนี่เองที่เป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีโดยรัสเซียในครั้งนี้” เซเลนสกีกล่าว
ทั้งนี้ การโจมตีระลอกล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นหลังจาก วลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวหาว่ายูเครนโจมตีหอพักนักศึกษาในแคว้นลูฮานสค์ ทางตะวันออกของยูเครนซึ่งถูกรัสเซียยึดครอง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบราย
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cnn