กองทัพสหรัฐฯ จัดการฝึกซ้อมทางทหารเพื่อตอบสนองเหตุฉุกเฉินบริเวณสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงการากัสของเวเนซุเอลา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การโค่นอำนาจอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยส่งเครื่องบินออสเปรย์ร่อนลงจอดสถานทูต ท่ามกลางเสียงสะท้อนของชาวเวเนซุเอลาที่แตกเป็นสองฝั่ง

กองทัพสหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการฝึกซ้อมตอบโต้เร็ว (Rapid Response Exercise) ในกรุงการากัสของเวเนซุเอลา โดยมีการใช้กำลังพลนาวิกโยธินและเครื่องบินรบสมรรถนะสูง ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีถูกกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวและโค่นลงจากอำนาจเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า เครื่องบินลำเลียงพลและโจมตีสายพันธุ์ผสมแบบ เอ็มวี-22บี ออสเปรย์ จำนวน 2 ลำของกองทัพสหรัฐฯ ได้บินเหนือน่านฟ้ากรุงการากัส และร่อนลงจอดบริเวณลานจอดรถของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเวเนซุเอลาที่เพิ่งกลับมาเปิดทำการได้ราว 2 เดือน  ก่อนที่กำลังพลนาวิกโยธินจะโรยตัวและเคลื่อนกำลังพลออกจากตัวเครื่องอย่างรวดเร็ว โดยปฏิบัติการครั้งนี้มี พลเรือตรี ฟรานซิส โดโนแวน  ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ร่วมบินมาในเครื่องออสเปรย์เพื่อเข้าพบปะกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเฉพาะกาลของเวเนซุเอลาด้วย

การซ้อมรบกลางเมืองหลวงครั้งนี้ดึงดูดสายตาของประชาชนจำนวนมากที่มารวมตัวกันบริเวณจุดชมวิวที่มองเห็นสถานทูต โดยมาเรีย เบียทริซ ไวน์เรบ ชาวกรุงการากัส เผยว่า "พวกเราเริ่มได้กลิ่นอายของเสรีภาพโชยมาทีละเล็กทีละน้อยแล้ว" ขณะที่หญิงอีกรายหนึ่งโบกธงชาติสหรัฐฯ ควบคู่กับธงชาติเวเนซุเอลา พร้อมกล่าวว่าเธอตื่นเต้นมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ แม้เธอจะไม่ได้อยากให้ประเทศกลายเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกา แต่การที่สหรัฐฯ มอบเครื่องมือและหนทางให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไปคือสิ่งที่เธอสนับสนุนเต็มที่ 100%

...

ในทางกลับกัน อีกฟากหนึ่งของเมืองได้มีกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตรัฐบาลมาดูโรออกมารวมตัวประท้วง โดยมีการชูธงชาติเวเนซุเอลาผืนใหญ่ที่พ่นข้อความว่า "ไม่เอาการซ้อมรบของพวกแยงกี"  โดย เอร์นัน วาร์กัส แกนนำผู้ประท้วงกล่าวว่า "นี่คือการแสดงออกถึงความบ้าอำนาจทางทหารเพื่อเหยียบย่ำและลดทอนคุณค่าของประชาชน"

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวปีกซ้ายอีกกลุ่มที่ออกมาร่วมประท้วงเช่นกัน แม้กลุ่มนี้จะไม่ชอบรัฐบาลมาดูโรเพราะเคยถูกปราบปรามอย่างหนัก แต่พวกเขาก็มองว่าอเมริกากำลังแทรกแซงและคุกคามอธิปไตยของประเทศ อย่างไรก็ตาม มาร์ทา ลีอา กราฮาเลส หนึ่งในแกนนำกลุ่มระบุว่า สำหรับเธอแล้ว อธิปไตยของชาติได้สูญสิ้นไปนานแล้วตั้งแต่ยุคที่รัฐบาลมาดูโรบริหาร และการกระทำของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นเพียงแค่ภาคต่อของการยึดครองอธิปไตยของชาติและประชาชนเท่านั้น

ด้านอีวาน กิล รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาชุดปัจจุบันได้อนุมัติให้มีการซ้อมรบนี้ล่วงหน้าแล้ว โดยระบุว่าเป็นการฝึกซ้อมแผนอพยพเพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์หรือภัยพิบัติร้ายแรง ขณะที่สถานทูตสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมระบุว่า การรักษาขีดความสามารถในการตอบโต้ที่รวดเร็วของกองทัพคือหัวใจสำคัญในการเตรียมพร้อมปฏิบัติภารกิจ และสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันแผนการ 3 ขั้นตอนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะการสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา

ปัจจุบัน รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ให้การสนับสนุนรัฐบาลเฉพาะกาลของ นางเดลซี โรดริเกซ อดีตรองประธานาธิบดีในยุคมาดูโรที่หันมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งเพิ่งมีการผ่านกฎหมายเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบและทรัพยากรเหมืองแร่สำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา

ทั้งนี้ เครื่องบินทหารสหรัฐฯ เคยบินเหนือกรุงการากัสครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มกราคม ระหว่างปฏิบัติการพิเศษที่กองกำลังสหรัฐฯ โรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์เข้าจับกุมอดีตประธานาธิบดีมาดูโรและภรรยา นางซิเลีย ฟลอเรส ก่อนถูกนำตัวไปดำเนินคดียาเสพติดในนครนิวยอร์ก โดยทั้งคู่ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ซึ่งปฏิบัติการในวันนั้นทางการเวเนซุเอลาระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ราย ปัจจุบันทั้งคู่ยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

วันเดียวกันนั้น มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ที่แท้จริง ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยต่อหน้าผู้อพยพชาวเวเนซุเอลานับร้อยคนในกรุงปานามาซิตี หลังจากที่เธอต้องลี้ภัยและซ่อนตัวตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา 

โดยมาชาโดซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีและพยายามทำคะแนนกับประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศกร้าวว่า "ช่วงเวลาที่ฉันจะได้กลับคืนสู่มาตุภูมิของเราใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้มันคือเรื่องยิ่งใหญ่ และมันจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่มหาศาลของประเทศเรา".


ที่มา AP / Reuters