งานวิจัยเผย ประชากรโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนป่วยด้วยความผิดปกติทางจิต เพิ่มขึ้น 95.5% ในปี 2566 เทียบกับปี 2533 โดยโรควิตกกังวลและ ซึมเศร้าพุ่งสูงสุด หลังโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตสุขภาพจิตโลก

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สถาบันเพื่อการวัดและประเมินสุขภาพ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์เดอะ แลนเซต (The Lancet) ระบุว่า ในปี 2566 มีประชากรทั่วโลกเกือบ 1,200 ล้านคนเผชิญความผิดปกติทางจิต หรือเพิ่มขึ้นถึง 95.5% เมื่อเทียบกับปี 2533 สะท้อนภาระด้านสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยงานวิจัยพบว่า โรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุด และมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยโรควิตกกังวลเพิ่มขึ้น 158% ส่วนโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 131% จากเมื่อกว่า 30 ปีก่อน

นอกจากนี้ การศึกษายังครอบคลุมความผิดปกติทางจิตอีก 12 ประเภท อาทิ ไบโพลาร์ โรคจิตเภท ออทิสติก สมาธิสั้น โรคการกินผิดปกติ รวมถึงภาวะบกพร่องทางสติปัญญาที่ไม่ทราบสาเหตุ โดยพบว่าทุกโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งหมด แม้โรคอย่างอะนอเร็กเซีย บูลิเมีย และจิตเภท จะเป็นกลุ่มที่พบได้น้อยกว่า แต่ในปี 2566 ยังมีผู้ป่วยราว 4 ล้านคน 14 ล้านคน และ 26 ล้านคนตามลำดับ

ทีมวิจัยยังพบความแตกต่างด้านอายุ เพศ และปัจจัยทางสังคมใน 204 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยผู้หญิงมีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าผู้ชายในหลายโรค ขณะที่ออทิสติก สมาธิสั้น ความผิดปกติด้านพฤติกรรม และความผิดปกติทางบุคลิกภาพ พบมากในผู้ชาย

หนึ่งในประเด็นที่นักวิจัยกังวลมากที่สุด คือกลุ่มอายุ 15-19 ปี กลายเป็นช่วงวัยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสุขภาพจิตสูงสุด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโครงการศึกษาภาระโรคโลก หรือ GBD เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มวัยกลางคนมักเป็นกลุ่มที่มีภาระสูงที่สุด  

...

งานวิจัยยังชี้ว่า การระบาดของโควิด-19 มีส่วนทำให้ปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงขึ้น โดยอัตราโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นระหว่างการระบาดและยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่โรควิตกกังวลพุ่งสูงและยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงปี 2566 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่า ปัญหาการไม่รายงานอาการป่วยทางจิตยังคงมีอยู่ทั่วโลก ทำให้ตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยอมรับว่าข้อมูลชุดนี้ถือเป็นฐานข้อมูลที่ครอบคลุมและใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดในปัจจุบัน.

ที่มา CNN