เกิดเหตุวุ่นวายในโรงพยาบาลศูนย์กลางการระบาดอีโบลา ในคองโก หลังครอบครัวชายหนุ่มที่เสียชีวิตไม่พอใจจนท.ห้ามนำศพกลับไปประกอบพิธีฝัง ฝูงชนบุกขว้างปา เผาเต็นท์แยกผู้ป่วย ขณะที่ตำรวจต้องยิงเตือนสลายสถานการณ์

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุจลาจลที่โรงพยาบาล รวามปารา ใกล้เมืองบูเนีย จังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของประเทศคองโก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรคอีโบลา หลังครอบครัวและเพื่อนของชายหนุ่มรายหนึ่งที่คาดว่าเสียชีวิตจากอีโบลา ไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธให้นำศพกลับไปฝังเอง

นายลุก มาเลมเบ มาเลมเบ นักการเมืองท้องถิ่นซึ่งเห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ฝูงชนเริ่มขว้างปาสิ่งของใส่โรงพยาบาล ก่อนจุดไฟเผาเต็นท์ที่ใช้เป็นพื้นที่คัดแยกผู้ป่วยอีโบลา ท่ามกลางความโกลาหลตำรวจต้องยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อสลายฝูงชน โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้รับบาดเจ็บจากการถูกขว้างก้อนหินก่อนเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะเข้าควบคุมสถานการณ์ 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เต็นท์รักษาผู้ป่วย 2 หลังถูกเผาวอด รวมถึงศพที่เตรียมฝังด้วย เบื้องต้นมีรายงานว่าผู้ป่วย 6 คนอาจหลบหนีระหว่างเหตุชุลมุน แต่ภายหลังองค์กรการแพทย์อาลิมา ซึ่งดูแลเต็นท์ดังกล่าว ยืนยันว่าผู้ป่วยทั้งหมดได้รับการดูแลอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุว่า ศพผู้เสียชีวิตจากอีโบลายังคงมีเชื้อและสามารถแพร่โรคได้สูง จึงจำเป็นต้องประกอบพิธีฝังอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานเพื่อควบคุมการระบาด ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลต้องอยู่ภายใต้การคุ้มกันของทหารหลังเกิดเหตุ 

ด้านนายฌอง โคลด มูเคนดี ผู้ประสานงานด้านความมั่นคงในการรับมืออีโบลาในจังหวัดอิตูรี กล่าวว่า ชายผู้เสียชีวิตเป็นนักฟุตบอลท้องถิ่น เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในชุมชน และผู้คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจความร้ายแรงของโรคขณะที่มารดาของเขาเชื่อว่าลูกชายเสียชีวิตจากไข้ไทฟอยด์ ไม่ใช่อีโบลา ด้านนักการเมืองท้องถิ่นเผยว่า ประชาชนบางส่วนยังเชื่อว่าอีโบลาเป็นเรื่องแต่งขึ้นโดยองค์กรต่างชาติและโรงพยาบาลเพื่อหาเงิน

...

ทางด้านองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า การระบาดครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แต่ยังไม่ถึงระดับโรคระบาดใหญ่ โดยข้อมูลล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในคองโกอย่างน้อย 139-159 ราย จากผู้ต้องสงสัยติดเชื้อราว 600 คน ขณะที่พบผู้ติดเชื้อแล้วในประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา

ทั้งนี้ การระบาดครั้งนี้เกิดจากเชื้ออีโบลาสายพันธุ์บุนดีบูเกียว ซึ่งเป็นสายพันธุ์หายากและยังไม่มีวัคซีนใช้งาน โดย WHO ระบุว่าอาจต้องใช้เวลาอีกถึง 9 เดือนจึงจะพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จ.

ที่มา BBC