หน่วยงานสาธารณสุขยุโรปเผยว่า จำนวนผู้ป่วยโรคหนองในแท้กับโรคซิฟิลิส เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี โดยสเปนพบมากที่สุด
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 พ.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้ป่วย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะ โรคหนองในแท้ (Gonorrhoea) และซิฟิลิส (Syphilis) มีจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี
ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) ระบุว่า ในปี 2567 พบผู้ป่วยโรคหนองในแท้ในยุโรปถึง 106,331 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 303% นับตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่ผู้ป่วยโรคซิฟิลิสเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมียอดอยู่ที่ 45,557 ราย
ECDC ระบุว่า ช่องว่างของการตรวจและป้องกันโรคที่ขยายตัวกว้างขึ้น เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
นายบรูโน ชิอันโช หัวหน้าหน่วยโรคติดต่อทางตรงและโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนของ ECDC กล่าวว่า “การติดเชื้อเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น อาการปวดเรื้อรัง และการมีบุตรยาก และในกรณีของโรคซิฟิลิส อาจส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจหรือระบบประสาทได้”
นอกจากนี้ เขายังระบุว่า เคสผู้ป่วยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ซึ่งเป็นกรณีที่เชื้อถ่ายทอดโดยตรงจากมารดาสู่ทารกแรกเกิด และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ติดตัวไปตลอดชีวิต มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2566 ถึงปี 2567
“การปกป้องสุขภาพทางเพศของคุณยังคงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่สวมถุงยางอนามัยเมื่อมีคู่นอนคนใหม่หรือมีคู่นอนหลายคน และควรไปตรวจหาเชื้อหากคุณมีอาการ” บรูโน ชิอันโช กล่าวเสริม
ในบรรดาประเทศยุโรปที่เข้าร่วมการรายงานข้อมูลเมื่อปี 2024 ประเทศสเปนเป็นประเทศที่พบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคหนองในแท้และซิฟิลิสสูงที่สุด โดยมีจำนวนอยู่ที่ 37,169 ราย และ 11,556 รายตามลำดับ
...
ทาง ECDC ระบุว่า กลุ่มชายรักชายยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างไม่สมส่วน โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคหนองในแท้และซิฟิลิสในระยะยาวมากที่สุด ขณะที่กลุ่มผู้หญิงรักต่างเพศในวัยเจริญพันธุ์ ก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน
แม้ว่าโรคหนองในเทียม (Chlamydia) ยังคงเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีการรายงานผู้ป่วยมากที่สุดในภาพรวม แต่จำนวนผู้ติดเชื้อกลับลดลง 6% นับตั้งแต่ปี 2558 โดยลงมาอยู่ที่ 213,443 ราย
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc