ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พานักข่าวชมไซต์ก่อสร้างห้องบอลรูมยักษ์แห่งใหม่ของทำเนียบขาวพร้อมเปิดเผยรายละเอียดของ "อภิมหาโปรเจกต์" มูลค่าสูงถึง 13,000 ล้านบาท ซึ่งมีลักษณะคล้ายบังเกอร์ทางทหาร พร้อมระบบป้องกันโดรน ฐานปฏิบัติการโดรนบนหลังคา และโรงพยาบาลทหารใต้ดิน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าฟุ่มเฟือยและไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของชาวอเมริกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการนำคณะผู้สื่อข่าวเดินชมพื้นที่ก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงหรือ "ห้องบอลรูม" ขนาดมหึมาแห่งใหม่ภายในทำเนียบขาวอย่างเป็นกันเอง พร้อมเปิดเผยรายละเอียดด้านความปลอดภัยระดับความลับทางราชการที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ท่ามกลางเสียงค้อนและเลื่อยไฟฟ้า 

อาคารจัดเลี้ยงขนาด 8,361 ตารางเมตรนี้ กำลังถูกสร้างขึ้นเพื่อบดบังความโดดเด่นของตึกทำเนียบขาวหลังเดิมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 โดยทรัมป์อ้างว่าทำเนียบขาวจำเป็นต้องมีห้องโถงขนาดใหญ่ที่รองรับแขกได้มากกว่า 1,000 คน เพื่อจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำต่างประเทศอย่างสมเกียรติ โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเคยเกือบถูกลอบสังหารระหว่างร่วมงานกาล่าของสื่อมวลชนที่โรงแรมแห่งหนึ่งในวอชิงตัน

อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้านได้บรรยายสรรพคุณของห้องบอลรูมแห่งนี้ โดยชี้ว่าโครงสร้างด้านบนได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมกรีกและโรมันโบราณ และมีหน้าต่างที่หนาถึง 4 นิ้ว ทำจากกระจกชนิดพิเศษที่โปร่งใสจนมองทะลุเหมือนไม่มีอยู่จริง

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ "บังเกอร์" และโครงสร้างทางทหาร ประกอบด้วยค่ายทหารและโรงพยาบาลใต้ดิน 6 ชั้น ทรัมป์ระบุว่าพื้นที่ใต้ดินลึกลงไป 6 ชั้น ซึ่งขณะนี้กำลังก่อสร้างไปแล้ว 2 ชั้น จะถูกใช้เป็นโรงพยาบาลทหาร ศูนย์วิจัยชั้นสูง และห้องประชุมวางแผนยุทธศาสตร์ โดยมีห้องบอลรูมด้านบนทำหน้าที่เป็น "โล่กำบัง" ป้องกันการโจมตีจากภายนอกได้อย่างสมบูรณ์

...

ส่วนโครงสร้างหลังคาทำจากเหล็กกล้าไร้เทียมทานผสมไทเทเนียม ซึ่งทรัมป์คุยโวว่ามันสามารถกันโดรนได้อย่างเบ็ดเสร็จ "หากมีโดรนบินมาชน มันจะเด้งออกไปเองโดยไม่มีรอยขีดข่วน" นอกจากนี้ หลังคาทั้งหมดยังถูกออกแบบให้เป็นฐานทัพโดรนรบขนาดใหญ่เพื่อปล่อยโดรนจำนวนไม่จำกัดขึ้นไปปกป้องน่านฟ้ากรุงวอชิงตันทั้งหมด

"นี่คือของขวัญสำหรับสหรัฐอเมริกา และนี่คือเงินส่วนตัวของผมบวกกับเงินของกลุ่มผู้บริจาค มันเป็นเงินที่ปลอดภาษี" ทรัมป์กล่าวอย่างภาคภูมิใจข้างราวเหล็กกั้นไซต์ก่อสร้าง

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างนี้กำลังเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะพรรคเดโมแครตและสมาชิกรีพับลิกันบางส่วน เนื่องจากค่าก่อสร้างของอาคารแห่งนี้ได้บานปลายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากเดิม 200 ล้านดอลลาร์ พุ่งสูงเป็น 400 ล้านดอลลาร์ (ราว 13,000 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ยื่นเรื่องต่อรัฐสภาเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากภาษีประชาชนอีกถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 32,740 ล้านบาท) เพื่อใช้เป็นค่าปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยรอบอาคาร ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าเป็นการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยเกินเหตุ ในขณะที่ประชาชนชาวอเมริกันกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นอาวุธสำคัญที่พรรคเดโมแครตนำมาใช้โจมตีพรรครีพับลิกัน ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อแย่งชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดยหยิบยกคำพูดของทรัมป์เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ระบุว่า "ผมไม่ได้คิดถึงสถานการณ์ทางการเงินของคนอเมริกัน" เมื่อพูดถึงสงครามอิหร่าน เพราะเป้าหมายหลักคือการสกัดกั้นไม่ให้รัฐบาลเตหะรานครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ มาโจมตีว่าผู้นำสหรัฐฯ เมินเฉยต่อปากท้องของประชาชน

โครงการนี้ยังจุดชนวนความโกรธเคืองในหมู่นักอนุรักษ์ เนื่องจากมีการสั่งทุบ "ปีกตะวันออก" (East Wing) ของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งลงโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังติดหล่มทางกฎหมาย โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้มีคำสั่งตัดสินว่า การก่อสร้างอาคารนี้จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบและการอนุมัติจากสภาคองเกรสเสียก่อน จึงจะดำเนินการต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกมาขู่ว่าอาจต้องใช้มาตรการ "อนุญาโตตุลาการฉุกเฉิน" เพื่อเข้ามาควบคุมและระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับงบประมาณนี้เป็นเวลา 30 วัน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุเมื่อวันพุธว่า การใช้กฎหมายพิเศษนี้ยังเร็วเกินไป และเชื่อว่าสภาคองเกรสกับทำเนียบขาวน่าจะยังสามารถหาทางเจรจาตกลงกันได้

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ห้องบอลรูมสุดหรูที่เป็นความภาคภูมิใจของทรัมป์นี้ อาจจะสร้างเสร็จไม่ทันในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในวาระที่สอง ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายที่จะสิ้นสุดลงในปี 2029.


ที่มา Reuters / AFP