"คิม จองอึน" ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ เรียกประชุมผู้บัญชาการทหารระดับสูง สั่งยกระดับกองกำลังแนวหน้าและแปรสภาพพรมแดนติดเกาหลีใต้ให้กลายเป็น "ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตกพ่าย" เพื่อป้องปรามสงครามอย่างเบ็ดเสร็จ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าร่วมการประชุมระดับผู้บัญชาการกองพลและผู้บัญชาการกองพลน้อยจากทั่วทั้งกองทัพเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.) เพื่อกำหนดแผนการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารในพื้นที่แนวหน้าอย่างจริงจัง

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเคซีเอ็นเอ แสดงให้เห็นภาพนายคิม จองอึน กำลังเป็นประธานในสภากลาโหม ท่ามกลางเหล่าผู้บัญชาการทหารระดับสูงที่สวมเครื่องแบบเต็มยศเข้ารับฟังนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

ในการประชุมครั้งนี้ นายคิม จองอึน ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับความตื่นตัวต่อ "ศัตรูตัวฉกาจ" ซึ่งเป็นคำที่เกาหลีเหนือใช้เรียกเกาหลีใต้ โดยระบุว่าแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหน่วยรบแนวหน้าและหน่วยรบหลักอื่นๆ ทั้งในแง่กำลังพลและเทคโนโลยีการทหาร ถือเป็น "การตัดสินใจครั้งสำคัญ" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามสงครามอย่างเบ็ดเสร็จ

ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้ประกาศถึง "นโยบายการป้องกันดินแดน" ของพรรคแรงงานเกาหลี โดยระบุว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกองกำลังแนวหน้าบริเวณพรมแดนทางใต้ และแปรสภาพเส้นเขตแดนดังกล่าวให้กลายเป็น "ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตกพ่าย"

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ ที่เปิดเผยว่า กองทัพเกาหลีเหนือได้เริ่มเร่งรัดภารกิจเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณพรมแดนทางบกมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างกำแพงและแนวกั้นถาวรด้วย ทั้งนี้ ในทางพฤตินัยแล้ว สองเกาหลียังคงอยู่ในสถานะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีในช่วงปี 1950-1953 สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงเท่านั้น ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

...

นอกจากนี้ นายคิม จองอึน ยังเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการฝึกซ้อมและขยายการซ้อมรบในภาคปฏิบัติ เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสงครามในยุคปัจจุบัน และนิยามแนวคิดการปฏิบัติการของกองทัพเกาหลีเหนือใหม่ในทุกๆ ด้าน

ฮง มิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งเกาหลีในกรุงโซล วิเคราะห์ว่า คำสั่งของนายคิมสะท้อนให้เห็นว่าเปียงยางได้รับบทเรียนสำคัญมาจากสงครามในยูเครน ซึ่งเกาหลีเหนือมีส่วนร่วมด้วยการส่งกำลังพลไปสนับสนุนรัสเซีย รวมถึงศึกษาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

"คำสั่งนี้สะท้อนชัดว่า เกาหลีเหนือตระหนักถึงอิทธิพลของสงครามโดรน, การโจมตีที่แม่นยำสูง, การทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และสมรภูมิรบแบบหลากมิติ ที่ปรากฏในปัจจุบัน" ฮง มิน ระบุพร้อมชี้ว่า แนวคิดการรบใหม่ของเกาหลีเหนือกำลังจะขยายขอบเขตจากเดิมที่มีเพียงทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ไปสู่มิติใต้ทะเล, อวกาศ, อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงไซเบอร์ และการเอ่ยถึงพรมแดนใต้อาจหมายรวมถึงการเสริมกำลังทหารบริเวณเส้นจำกัดเขตแดนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาททางทะเลกับเกาหลีใต้ด้วย

ด้านกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุในวันจันทร์ว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นายคิม จองอึน ขึ้นสู่อำนาจ ที่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่าเขาเข้าประชุมร่วมกับกลุ่มผู้บัญชาการระดับกองพลและกองพลน้อย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโซลย้ำว่าจะยังคงเดินหน้าบริหารจัดการความตึงเครียดทางทหารและพยายามสร้างความไว้วางใจระหว่างกันต่อไป แม้ว่าที่ผ่านมาเปียงยางจะไม่ยอมตอบรับคำขอเปิดการเจรจาหลายต่อหลายครั้งก็ตาม

เป็นที่น่าสังเกตว่า การส่งสัญญาณกร้าวทางทหารของผู้นำเกาหลีเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่คณะนักฟุตบอลหญิงทีมชาติเกาหลีเหนือเดินทางถึงประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นการมาเยือนโสมขาวครั้งแรกในรอบ 8 ปี ท่ามกลางกระแสความหวังเล็กๆ ว่ากีฬาอาจช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดที่เย็นชาลงได้บ้าง แต่คำแถลงล่าสุดจากฝั่งเปียงยางกลับแสดงให้เห็นชัดเจนว่า นโยบายความมั่นคงและการเตรียมพร้อมทำสงครามยังคงเป็นวาระสำคัญสูงสุดของพวกเขาเช่นเดิม.


ที่มา Reuters / AFP