สองสุดยอดไกด์เชอร์ปาชาวเนปาลจับมือทุบสถิติโลกของตัวเองบนยอดเขาเอเวอเรสต์ในวันเดียวกัน โดย "กามี ริตา เชอร์ปา" เจ้าของฉายา "มนุษย์เอเวอเรสต์" วัย 56 ปี นำทีมนักปีนเขาพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 32 ขณะที่ "ลักปา เชอร์ปา" เจ้าของฉายา "ราชินีแห่งขุนเขา" วัย 52 ปี สามารถปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้เป็นครั้งที่ 11

ยอดมัคคุเทศก์ชาวเนปาล 2 ราย ได้ทำการทุบสถิติโลกของตัวเองในการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 8,849 เมตร ได้สำเร็จพร้อมกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.)

กามี ริตา เชอร์ปา (Kami Rita Sherpa) วัย 56 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม "มนุษย์เอเวอเรสต์" ได้สร้างสถิติโลกครั้งใหม่ด้วยการเดินนำลูกทัวร์ของบริษัท 14 Peaks Expedition ขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นครั้งที่ 32 ซึ่งเป็นการทำลายสถิติเดิมของตัวเองลงอย่างราบคาบ

กามี ริตา พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งแรกในปี 1994 ขณะทำงานให้กับการเดินเรือเชิงพาณิชย์ และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็เดินทางขึ้นสู่ยอดเขานี้เกือบทุกปีเพื่อนำทางนักปีนเขาต่างชาติ โดยบางปีเขาเก่งกาจถึงขั้นปีนขึ้นไปถึง 2 ครั้งในฤดูกาลเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยครองสถิติร่วมกับเพื่อนนักปีนเขาเชอร์ปาอีก 2 คนที่ 21 ครั้ง ก่อนที่ทั้งสองคนนั้นจะเกษียณตัวเองไป

อย่างไรก็ตาม กามี ริตา เคยกล่าวไว้ในปี 2024 ว่า "ผมแค่ทำงานของผมไปตามปกติ ไม่ได้ตั้งใจจะมาสร้างสถิติต่างๆ เลย"

ในวันเดียวกัน ลักปา เชอร์ปา (Lakpa Sherpa) วัย 52 ปี เจ้าของฉายา "ราชินีแห่งขุนเขา" ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่เช่นกัน โดยเธอสามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นครั้งที่ 11 ซึ่งถือเป็นสถิติการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลกในกลุ่มนักปีนเขาฝ่ายหญิง

...

ย้อนกลับไปในปี 2000 ลักปา ถือเป็นผู้หญิงเนปาลคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการปีนขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์และเดินทางกลับลงมาได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เรื่องราวชีวิตการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวควบคู่ไปกับการเป็นนักปีนเขาระดับโลกของเธอยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีของเน็ตฟลิกซ์ในชื่อ "Mountain Queen" เมื่อปี 2023 อีกด้วย

หลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ กรมการท่องเที่ยวเนปาลได้ร่วมแสดงความยินดีต่อความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ โดย ฮิมาล เกาตัม โฆษกกรมการท่องเที่ยว ระบุว่า "นี่คืออีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญในประวัติศาสตร์การปีนเขาของเนปาล สถิติของพวกเขาจะสร้างความตื่นเต้นและแรงบันดาลใจให้แก่นักปีนเขาคนอื่นๆ และการทำลายสถิติผ่านการแข่งขันที่ดีบนเอเวอเรสต์ จะช่วยให้การปีนเขามีความปลอดภัย มีเกียรติ และมีการจัดการที่ดีขึ้น"

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี บาเลนทรา ชาห์ แห่งเนปาล ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อยกย่องนักปีนเขาทั้งสองว่า "วันนี้นักปีนเขาชาวเนปาลได้จารึกประวัติศาสตร์บนภูเขาอันรุ่งโรจน์ลูกนี้อีกครั้ง ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีก้าวที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญอันแน่วแน่ วินัยในตนเองที่เข้มงวด และความทุ่มเทอย่างจริงใจต่องานของตนเองเท่านั้น"

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีชาห์ยังได้กล่าวยกย่องชุมชนชาวเชอร์ปาทั้งหมด โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น "วีรบุรุษผู้ปิดทองหลังพระแห่งเทือกเขาหิมาลัย" ที่ยอมเผชิญความเสี่ยงอย่างกล้าหาญเพื่อนำทางนักปีนเขาจากทั่วโลกให้เข้าสู่พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์อย่างปลอดภัย

ธุรกิจการปีนเขากลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินมหาศาลนับตั้งแต่ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี และ เทนซิง นอร์เก เชอร์ปา พิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้เป็นครั้งแรกในปี 1953 โดยในฤดูกาลนี้ ทางการเนปาลได้ออกใบอนุญาตปีนเขาเอเวอเรสต์ให้กับนักปีนเขาต่างชาติสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 492 ใบ จนพื้นที่บริเวณเบสแคมป์ คลาคล่ำไปด้วยเต็นท์ที่พักจำนวนมาก

เนื่องจากนักปีนเขาต่างชาติส่วนใหญ่จะต้องเดินทางร่วมกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวเนปาลอย่างน้อย 1 คน  จึงคาดว่าจะมีนักปีนเขาเกือบ 1,000 คน มุ่งหน้าสู่ยอดเขาพร้อมๆ กันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหา "การจราจรติดขัด" และความแออัดบนเส้นทางขึ้นยอดเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ เส้นทางจากเบสแคมป์เกิดความล่าช้าเนื่องจากมีก้อนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เป็นอันตรายตกลงมาขวางเส้นทาง ประกอบกับหากมีสภาพอากาศที่เลวร้ายเข้ามาแทรกแซง ก็อาจทำให้ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปีนเขาสั้นลง และนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของนักปีนเขาทั้งหมดได้.


ที่มา AFP / BBC