(ภาพจาก AFP PHOTO /BARAKAH NUCLEAR POWER PLANT)
ทางการยูเออีเผยว่า โดรนไม่ทราบฝ่ายโจมตีใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ จนเกิดไฟลุกไหม้ แต่เคราะห์ดี ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและการทำงานของโรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ
เมื่อ 17 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ในกรุงอาบูดาบีเปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีจนส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในขณะที่ความพยายามยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงการฟื้นฟูการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย ดูเหมือนจะหยุดชะงักลง
เจ้าหน้าที่ยูเออียังไม่ได้ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของฝ่ายใด และยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบในทันที โดยที่ผ่านมา ยูเออีเคยกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพวกเขามาตลอด ซึ่งยูเออีประณามว่าเป็นการยกระดับความรุนแรงในภูมิภาค
สำนักงานสื่อสารมวลชนอาบูดาบีแถลงว่า โดรนลำดังกล่าวโจมตีโดนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งตั้งอยู่นอกเขตชั้นในของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “บารากาห์” (Barakah) พร้อมยืนยันว่าระดับความปลอดภัยด้านรังสีและกระบวนการทำงานต่าง ๆ ไม่ได้รับผลกระทบ และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
ทางด้านทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ผ่านมานานกว่า 5 สัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงห่างไกลจากการทำข้อตกลง แม้จะมีความพยายามทางการทูตเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อหาทางยุติสงครามและกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เนื่องจากไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้กัน
...
สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเตหะรานยุติโครงการนิวเคลียร์และยกเลิกการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ขณะที่อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายจากสงคราม, ยุติการปิดล้อมท่าเรือ และยุติการต่อสู้ในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน ซึ่งเป็นจุดที่อิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศจีน และเข้าพบปะหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แต่ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกว่า จีนซึ่งเป็นมิตรกับอิหร่าน จะยื่นมือเข้าช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง หนำซ้ำทรัมป์ยังขู่โจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna