ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยคำชื่นชมและพิธีการสุดยิ่งใหญ่ แต่กลับสร้างความผิดหวังให้ตลาดหุ้น หลังยอดสั่งซื้อเครื่องบินโบลอิ้งต่ำกว่าเป้า ด้านนักวิเคราะห์และตลาดทุนกลับมองว่าการเยือนครั้งนี้มีเนื้อหาสาระที่จับต้องได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางออกจากประเทศจีนด้วยเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนซึ่งเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจรายใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 โดยแม้ทรัมป์จะกล่าวชื่นชมถึง "ข้อตกลงทางการค้าที่ยอดเยี่ยม" แต่ในสายตานักวิเคราะห์และตลาดทุนกลับมองว่าการเยือนครั้งนี้มีเนื้อหาสาระที่จับต้องได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้
หนึ่งในประเด็นที่ตลาดจับตามองมากที่สุดคือการทำข้อตกลงธุรกิจ โดยทรัมป์เปิดเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า จีนตกลงที่จะสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้งจำนวน 200 ลำ ซึ่งถือเป็นการสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์จากสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวกลับน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ที่ 500 ลำ ส่งผลให้หุ้นของโบอิ้งร่วงลงทันทีมากกว่า 4%
นอกจากนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงขายชิป AI ขั้นสูงรุ่น H200 ของ Nvidia ให้แก่จีน แม้ว่านายเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia จะร่วมเดินทางมาในนาทีสุดท้ายก็ตาม ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุเพียงว่าทั้งสองฝ่ายได้เริ่มหารือเกี่ยวกับการสร้าง "แนวป้องกัน" ในการใช้งาน AI ร่วมกันในอนาคต
ในมิติความมั่นคง ทรัมป์อ้างว่านายสี จิ้นผิง ได้ให้ความมั่นใจว่าจะไม่ส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่อิหร่าน และแสดงความพร้อมที่จะช่วยผลักดันให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญของโลกอีกครั้ง ทรัมป์เปิดเผยว่า เขาและสี จิ้นผิง มีมุมมอง "คล้ายกันมาก" ต่อสถานการณ์ในอิหร่าน และผู้นำจีนแสดงความสนใจช่วยผลักดันการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
...
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศจีนกลับมีท่าทีที่ระมัดระวังกว่า โดยเน้นย้ำเพียงการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงที่ครอบคลุมและยั่งยืน และวิจารณ์ว่าสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเป็นความขัดแย้งที่ "ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก"
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า จีนไม่น่าจะกดดันอิหร่านอย่างจริงจัง เนื่องจากอิหร่านยังมีบทบาทสำคัญในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของจีนเพื่อต้านอิทธิพลสหรัฐฯ
ท่าทีที่เป็นมิตรของทรัมป์ต่อสี จิ้นผิง ซึ่งเขาบรรยายว่าเป็น "ผู้นำที่ยิ่งใหญ่" และ "เพื่อน" นั้น ได้รับการตอบรับที่นุ่มนวลกว่าจากประธานาธิบดีจีน แต่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า "สิ่งดีๆ มากมาย" เกิดขึ้นจากการเยือนครั้งนี้
"เราได้ทำข้อตกลงทางการค้าที่ยอดเยี่ยมหลายรายการ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ" ทรัมป์กล่าวหลังจากเดินเล่นกับสี จิ้นผิง ท่ามกลางพุ่มกุหลาบในสวนจงหนานไห่ ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการรัฐบาลที่อยู่ติดกับพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง
ทรัมป์กล่าวเสริมโดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า "เราได้แก้ไขปัญหาต่างๆ มากมายที่คนอื่นๆ ไม่สามารถแก้ไขได้" ด้านสี จิ้นผิง กล่าวว่าเป็นการ "เยือนครั้งสำคัญ" และทั้งสองฝ่ายได้สร้าง "ความสัมพันธ์ทวิภาคีใหม่ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แห่งความมั่นคงเชิงกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์" ขึ้นมาแล้ว ผู้นำจีนยังสัญญาว่าจะส่งเมล็ดพันธุ์กุหลาบให้ทรัมป์สำหรับสวนกุหลาบทำเนียบขาว
แม้บรรยากาศการเดินชมสวนจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งจะเป็นไปอย่างผ่อนคลาย แต่นายสี จิ้นผิง ได้ส่งคำเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาไต้หวันคือประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุด และหากจัดการผิดพลาดอาจนำไปสู่ "ความขัดแย้ง" ระหว่างสองมหาอำนาจได้ ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่านโยบายของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังคง "ไม่เปลี่ยนแปลง" และได้ยกระดับการหารือประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีการจำคุก "จิมมี ไหล" มหาเศรษฐีสื่อในฮ่องกง
นักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit (EIU) มองว่า ความสำเร็จสูงสุดของการประชุมครั้งนี้อาจเป็นเพียงการรักษาสถานะ "พักรบทางการค้า" ที่ทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วให้คงอยู่ต่อไป โดยทรัมป์ยังคงระงับการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ขณะที่จีนยังไม่ระงับการส่งออกแร่หายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ทรัมป์ยังกล่าวว่า จีนแสดงความสนใจซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม ทั้งน้ำมันและถั่วเหลือง ซึ่งอาจช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ หลังจีนลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอเมริกาในช่วงสงครามภาษีที่ผ่านมา
ด้านสื่อของรัฐบาลจีนได้เน้นย้ำบทบาทของสี จิ้นผิง ในการหยุดยั้งความสัมพันธ์ที่กำลังเสื่อมถอยระหว่างสหรัฐฯ และจีน รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง "มองในมุมมองเชิงกลยุทธ์และระยะยาวเสมอ" เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และ "เสนอหลักการ" ว่าทั้งสองประเทศควร "หาหนทางที่เหมาะสมในการอยู่ร่วมกัน" อย่างไร
หลังจากที่จีนยืนยันการเยือนของทรัมป์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ได้ตีพิมพ์บทบรรณาธิการเกี่ยวกับวิธีที่สี จิ้นผิง ได้โทรศัพท์พูดคุยและพบปะกับทรัมป์หลายครั้งในปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วย "แก้ไขทิศทางของความสัมพันธ์ทวิภาคี"
ส่วนหนังสือพิมพ์ พีเพิลส์ เดลี ได้ตีพิมพ์บทความแสดงความคิดเห็นของเซี่ย เฟิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ ซึ่งเขียนว่า สี จิ้นผิง ได้ "ชี้นำทิศทาง" ของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ "ในช่วงเวลาสำคัญ" และนำพาความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวไปข้างหน้าท่ามกลาง "พายุ" ในช่วงเก้าปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงการขึ้นๆ ลงๆ ของความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นับตั้งแต่การเยือนครั้งล่าสุดของทรัมป์ในปี 2017 ที่แสดงให้เห็นว่าสี จิ้นผิง เป็นผู้นำประเทศที่มีประสบการณ์ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่สาธารณชนชาวจีนว่าแนวทางการทูตของสี จิ้นผิง นั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศ
...
ก่อนเดินทางกลับ ทรัมป์กล่าวทิ้งท้ายว่า "เป็นการเยือนที่น่าเหลือเชื่อ และผมคิดว่ามีสิ่งดีๆ มากมายเกิดขึ้น" แม้จะยังไม่มีข้อตกลงระดับพลิกโฉม แต่ทั้งสองฝ่ายต่างย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยสี จิ้นผิง ระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ คือ “ความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดของโลก” และทั้งสองประเทศต้องทำให้ความสัมพันธ์นี้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงและไม่ล้มเหลวอีกครั้ง.