ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ เดินทางเยือนคิวบาในรอบ 67 ปี เพื่อหารือกับรัฐบาลคิวบา ขณะที่วิกฤตพลังงานในประเทศทวีความรุนแรง โรงพยาบาล โรงเรียน และหน่วยงานรัฐหลายแห่งต้องหยุดดำเนินงานจากปัญหาขาดแคลนน้ำมันที่ทำให้คิวบาเผชิญความมืดมิดทั่วเกาะ ขณะที่สหรัฐฯ ย้ำพร้อมให้เงินช่วยเหลือ 3,500 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขต้องกระจายผ่านองค์กรอิสระ ไม่ผ่านรัฐบาลคิวบา

นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) เดินทางเยือนกรุงฮาวานาเพื่อเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยคิวบา ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางการทูตครั้งสำคัญหลังจากสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอเงินช่วยเหลือจำนวน 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,250 ล้านบาท) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากมาตรการปิดกั้นการนำเข้าน้ำมัน

การเดินทางเยือนของแรตคลิฟฟ์ถือเป็นการเยือนคิวบาครั้งที่สองของผู้อำนวยการซีไอเอ นับตั้งแต่การปฏิวัติปี 1959 ของฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบา 

เจ้าหน้าที่ซีไอเอ เปิดเผยกับสำนักข่าว CBS News ว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในประเด็นเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่มีเงื่อนไขว่า "คิวบาต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน" โดยในการหารือครั้งนี้ ผู้อำนวยการซีไอเอ ได้ย้ำข้อความจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าคิวบาจะต้องไม่เป็นที่พำนักที่ปลอดภัยสำหรับศัตรูของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตกอีกต่อไป

ขณะที่แถลงการณ์จากฝั่งคิวบาระบุว่า การพบปะครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะยกระดับการเจรจา และยืนยันกับสหรัฐฯ ว่ารัฐบาลคิวบาไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา

ปัจจุบันคิวบากำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรงจากการถูกปิดกั้นการนำเข้าน้ำมัน ส่งผลให้โรงพยาบาลไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ โรงเรียนและหน่วยงานราชการต้องปิดทำการ นายวิเซนเต เด ลา โอ เลบี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของคิวบา ยอมรับว่าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาในประเทศหมดลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้ระบบพลังงานอยู่ในขั้น "วิกฤต"

...

ความตึงเครียดนี้ทำให้ประชาชนชาวคิวบาออกมาประท้วงบนท้องถนนในกรุงฮาวานา มีการปิดถนนและจุดไฟเผาขยะพร้อมตะโกนขับไล่รัฐบาล ซึ่งถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงานในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ความขัดแย้งเรื่องวิธีการช่วยเหลือแม้สหรัฐฯ จะเสนอเงินช่วยเหลือ 100 ล้านดอลลาร์ แต่นายบรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา ตั้งคำถามถึงวิธีการดำเนินงาน โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า การกระจายความช่วยเหลือต้องทำผ่าน "คริสตจักรคาทอลิกและองค์กรอิสระที่เชื่อถือได้" เพื่อไม่ให้เงินผ่านมือรัฐบาลคิวบา

ด้านประธานาธิบดี มิเกล ดิอาซ-กาเนล ของคิวบา สวนกลับว่า หากสหรัฐฯ ต้องการช่วยจริง ควรยกเลิกมาตรการปิดกั้นทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งข่มขู่จะเก็บภาษีประเทศใดก็ตามที่ส่งน้ำมันให้คิวบา จนทำให้ซัพพลายเออร์หลักอย่างเวเนซุเอลาและเม็กซิโกต้องยุติการส่งน้ำมัน

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการเจรจา สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าทางการสหรัฐฯ เตรียมสั่งฟ้องอดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการยิงเครื่องบินของกลุ่มช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตกเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงเปราะบางและเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ.


ที่มา BBC