อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลี เซียน ลุง (Lee Hsien Loong) ในฐานะประธานประเทศ ได้ออกมากล่าวปาฐกถาล่าสุด เพื่อส่งสัญญาณเตือนประชาชนว่า ยุคแห่งความแน่นอนได้สิ้นสุดลงแล้ว และประเทศจะไม่มีทางอยู่รอดได้เลยหากยังยึดติดกับการคิดและบริหารงานแบบเดิม

ข้อความนี้ชวนให้ย้อนกลับมามองรัฐบาล และประชาชนไทยส่วนใหญ่ที่ยังไม่กล้าก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมๆ หรือขาดแนวคิดที่โดดเด่นออกมาจากวิถีปฏิบัติที่เป็นอยู่ 

ลี เซียน ลุง ระบุว่าสิงคโปร์ใช้เวลากว่า 60 ปีในการลองผิดลองถูก และปรับปรุงระบบจนแข็งแกร่ง ดังนั้น นโยบายเดิมจึงเป็นมรดกที่มีคุณค่าซึ่งข้าราชการรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ให้ลึกซึ้งจนถึงขั้นเชี่ยวชาญในกฎกติกา (Master the rules) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้นโยบายเก่ากลายเป็นพระคัมภีร์ที่ห้ามแตะต้อง เพราะในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งเราจำเป็นต้อง "Break the mold" หรือกล้าทุบกรอบเดิมเพื่อเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด นี่คือหัวใจสำคัญของการรู้ว่าเมื่อใดควรปฏิบัติตามกฎ และเมื่อใดควรกล้าที่จะทำลายมันเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่า

ลี เซียน ลุง ยังตั้งคำถามที่ทรงพลังต่อคนในชาติว่า ทั้งรัฐบาล ข้าราชการ และประชาชน จะกล้าพอไหมที่จะยอมรับมาตรการที่ยากลำบากหรือยอม "กินยาขม" เพื่อรักษาความพิเศษที่เรียกว่า Singapore Exceptionalism ไว้ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเป็นข้อยกเว้นของประเทศเล็กๆ ที่ยืนอยู่เหนือข้อจำกัดด้วยวินัยและความไว้วางใจ โดยมีวงจรแห่งความดีงามอย่าง Good politics -> Good policies -> Good outcome -> Trust เป็นแกนกลางที่ต้องรักษาไว้ให้ได้ท่ามกลางโลกที่ไร้กติกา และเต็มไปด้วยประชานิยม บทสรุปที่หนักแน่นที่สุดคือในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราต้องจ่ายหรือไม่ แต่มันคือเราจะยอมจ่ายเพื่อ "อนาคต" หรือไม่ต่างหาก

...

ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันแรงงาน (1 พ.ค. 2026) ซึ่งถือเป็นถ้อยแถลงที่สำคัญ และเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะวินาทีที่เขาต้องสะอื้นไห้กลางเวทีเมื่อพูดถึงภารกิจส่งเครื่องบินไปรับชาวสิงคโปร์กลับบ้านในช่วงวิกฤตขีปนาวุธระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน นายกฯ หว่อง ย้ำว่าโลกเวลานี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่สูงมาก และจะคงอยู่ไปอีกนาน วิกฤตในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อ การถาโถมของ AI และความขัดแย้งของมหาอำนาจ ซึ่งทั้งหมดนี้จะกระทบต่อสิงคโปร์โดยตรง เขาเปรียบเปรยว่า พายุลูกใหม่กำลังมา และจะมีพายุที่แรงกว่าตามมาอีกระลอก รัฐบาลจึงต้องลงมือทำจริงและยืนหยัดอยู่ข้างประชาชนตลอดเส้นทาง

ภายใต้โลกใบใหม่ที่งาน และชีวิตกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากการที่ AI เข้ามาแทนที่แรงงานจำนวนมาก นายกฯ หว่อง ยืนยันว่า แม้หลายอาชีพจะหายไปแต่จะมีงานใหม่เกิดขึ้น และหน้าที่ของรัฐบาลคือการทำให้ "ทุกคนถูกพาไปด้วย" โดยไม่ทิ้งใครให้ตกขบวน 

การปรับตัวครั้งใหญ่จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิดที่ทั้งลี เซียน ลุง และลอว์เรนซ์ หว่อง พยายามปลูกฝังร่วมกันคือ "อย่ากลัวความไม่แน่นอน แต่ก็อย่าประมาทมัน" คำตอบของผู้นำทั้งสองรุ่นไม่ใช่การรอความหวังให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง แต่คือรัฐต้องแอ็กทีฟมากขึ้น คนต้องเรียนรู้ใหม่ ระบบต้องปรับตัวเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือต้องเตรียมตัวรับกับความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง 

สิ่งที่ผู้เขียนอยากเห็นรัฐบาลของ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาสื่อสารความจริงเช่นนี้กับประชาชนบ้าง เพื่อให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีโอกาส "รอด" ในโลกใบใหม่นี้จริงๆ