พบผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บนเรือสำราญซึ่งกำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยคาดว่ากำลังมีการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือลำนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอพยพผู้ป่วย
เมื่อ 3 พ.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ หลังเกิดเหตุต้องสงสัยว่า เป็นการแพร่ระบาดของ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) บนเรือสำราญที่กำลังล่องอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก
รายงานระบุว่า มีการยืนยันผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาแล้ว 1 ราย และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 5 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าชาวอังกฤษ 1 ราย กำลังรักษาตัวอยู่ในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU)
เหตุระบาดดังกล่าวเกิดขึ้นบนเรือสำราญ MV Hondius ซึ่งบริหารจัดการโดยบริษัทท่องเที่ยว Oceanwide Expeditions ในเนเธอร์แลนด์ โดยเรือลำนี้อยู่ระหว่างการเดินทางจากอาร์เจนตินามุ่งหน้าไปยังประเทศเคปเวิร์ด ในแอฟริกา
โดยปกติแล้ว การติดเชื้อไวรัสฮันตามักเกี่ยวข้องกับการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสกับปัสสาวะหรืออุจจาระของสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อ แต่ในกรณีที่พบได้ยาก ไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายระหว่างคนสู่คนได้ ซึ่งจะนำไปสู่โรคทางเดินหายใจขั้นรุนแรง
ก่อนหน้านี้ ฟอสเตอร์ โมฮาเล โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่ามีผู้เสียชีวิตบนเรือดังกล่าวอย่างน้อย 2 ศพ
ตามแผนการเดินทางบนเว็บไซต์ของ Oceanwide Expeditions เรือ MV Hondius ออกเดินทางจากเมืองอูซัวยา ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม และคาดว่าจะสิ้นสุดการเดินทางในวันที่ 4 พฤษภาคม ที่เคปเวิร์ด
ผู้ป่วยรายแรกที่แสดงอาการคือผู้โดยสารวัย 70 ปี ซึ่งเสียชีวิตบนเรือ ขณะนี้ร่างของเขาอยู่ที่เกาะเซนต์เฮเลนา ซึ่งเป็นดินแดนของอังกฤษในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้
...
ภรรยาวัย 69 ปีของชายคนนี้ก็ล้มป่วยขณะอยู่บนเรือเช่นกัน และได้รับการอพยพไปยังแอฟริกาใต้ แต่ต่อมาเธอก็เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลในกรุงโจฮันเนสเบิร์ก
นอกจากนี้ มีรายงานว่าชายชาวอังกฤษวัย 69 ปีอีกรายหนึ่งถูกอพยพไปยังโจฮันเนสเบิร์ก และกำลังเข้ารับการรักษาอยู่ในห้องไอซียู
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเพิ่มเติมว่า ทางองค์กรกำลังช่วยประสานงานระหว่างรัฐสมาชิกและผู้ให้บริการเรือสำราญ เพื่ออพยพผู้โดยสารที่มีอาการป่วยอีก 2 รายออกมารักษาตัว ตลอดจนดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสาธารณสุขอย่างเต็มรูปแบบ และให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่ยังอยู่บนเรืออย่างเต็มที่
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc