อัยการทหารอินโดนีเซียสั่งฟ้อง 4 นายทหารสังกัดหน่วยข่าวกรองยุทธศาสตร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หลังก่อเหตุสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน จนตาบอดและบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกวิจารณ์เรื่องการขยายอำนาจทหารในรัฐบาลยุค ปธน.ปราโบโว
อัยการทหารอินโดนีเซียได้ยื่นฟ้องอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่ทหาร 4 นาย ในข้อหาร่วมกันวางแผนทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จากกรณีลอบทำร้ายนายอันดรี ยูนุส วัย 27 ปี นักเคลื่อนไหวและรองประสานงานกลุ่มสิทธิมนุษยชน KontraS ด้วยการสาดน้ำกรดจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียการมองเห็น
นายโมฮัมหมัด อิสวดี อัยการทหาร ระบุในคำฟ้องว่า จำเลยทั้ง 4 นาย ซึ่งสังกัดหน่วยข่าวกรองยุทธศาสตร์ทหาร มีความโกรธแค้นนายอันดรี เนื่องจากเขาเป็นแกนนำในการวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้ทหารประจำการเข้าไปดำรงตำแหน่งในกระทรวงและหน่วยงานพลเรือนได้มากขึ้น
อัยการระบุว่ากลุ่มทหารมองว่าการกระทำของนายอันดรีเป็นการ "เหยียบย่ำและดูหมิ่นสถาบันทหาร" โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายอันดรีเพิ่งบันทึกรายการพอดแคสต์ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย "การทำให้รัฐบาลเป็นทหาร" ภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลชื่อดัง
ในชั้นศาล อัยการเปิดเผยว่าจำเลยได้ร่วมกันวางแผนที่บ้านพักทหารในจาการ์ตา โดยหนึ่งในจำเลยได้นำ "น้ำยาล้างสนิม" จากเวิร์กช็อปทหารมาผสมกับ "น้ำกรดแบตเตอรี่รถยนต์" ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์ติดตามนายอันดรีและสาดสารเคมีใส่เขาในขณะที่เขากำลังขี่มอเตอร์ไซค์
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้นายอันดรีได้รับบาดเจ็บสาหัส ผิวหนังไหม้กว่า 20-24% บริเวณใบหน้า คอ และลำตัว รวมถึงทำให้ดวงตาข้างขวาบอดสนิท
...
แม้ว่าจำเลยทั้ง 4 นาย ได้แก่ เอดี สุดาร์โก, บูดี ฮาริยันโต, นันดาลา ดวี ปราเซเตีย และ ซามี ลักกา จะไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและตัวนายอันดรีเองได้ออกมาเรียกร้องให้ย้ายคดีนี้ไปพิจารณาใน "ศาลพลเรือน"
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอินโดนีเซีย แสดงความกังวลว่า การขึ้นศาลทหารอาจส่งผลให้จำเลยได้รับบทลงโทษที่เบากว่าความเป็นจริงและขาดการตรวจสอบจากภาคประชาชน นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ตำรวจสืบสวนบุคคลอื่นอีกอย่างน้อย 10 รายที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องตามรายงานการสืบสวนลับ
คดีนี้กลายเป็นจุดสนใจของนานาชาติ เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว แม้ว่าตัวประธานาธิบดีจะออกมาประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "การก่อการร้าย" และสัญญาว่าจะสืบสวนอย่างถ่องแท้ แต่การขยายอำนาจทหารเข้าไปในงานบริหารพลเรือนยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลเรื่องการถดถอยของประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย
หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง จำเลยทั้ง 4 นายอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 12 ปี โดยการพิจารณาคดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม เพื่อทำการสืบพยานต่อไป.
ที่มา Reuters / AFP