ดูไบ... มหานครระดับโลกที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความสำเร็จในการพัฒนาเมือง จนกลายเป็นศูนย์กลางเขตเศรษฐกิจพิเศษของโลก และสถาปัตยกรรมชั้นสูงของตึกระฟ้า พร้อมสิ่งก่อสร้างแห่งอนาคตที่ทำขึ้นด้วยมือคน (Man-Made) เพื่อดึงดูดนักลงทุน และนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเข้าไป...กำลังประสบกับสถานการณ์ที่เปราะบาง และอาจเลวร้ายที่สุดในปี 2026 หลังจากที่เคยมีนักท่องเที่ยวทำสถิติสูงสุดในปี 2025 มากถึง 95.2 ล้านคน

ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นอดีตที่เจ็บปวด จากความขัดแย้งในทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ทำให้ประเทศต่างๆ ที่ตั้งอยู่โดยรอบอ่าวเปอร์เซีย รวมถึง นครดูไบ ตกเป็นเป้าของการโจมตีไปด้วย...

หลังจากที่อาคารผู้โดยสาร 3 ของสนามบินดูไบ ถูกโจมตีอย่างหนักถึง 2 ครั้ง แม้จะใช้ระบบป้องกันที่สกัดโดรนโจมตีไปได้มากกว่า 2,200 ลำแล้วก็ตาม ทำให้ นครดูไบ เปลี่ยนไปสู่ความไม่มั่นคง

การตกเป็นเป้าหมายแห่งการโจมตี ทำให้ธุรกิจโรงแรมมีอัตราการเข้าพักต่ำกว่า 10% จากนักลงทุน และนักท่องเที่ยวที่หายไป 40% ส่วนมูลค่าแบรนด์ลดลง 35%...

สำคัญตรงนักท่องเที่ยวระดับมหาเศรษฐีเริ่มย้ายเงินไปยังประเทศที่มีความปลอดภัย และมีระบบการเงินที่สมบูรณ์แบบอย่าง สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์

นักวิจัยจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ใช้การวิเคราะห์เชิงสมมติฐาน (Scenario analysis) ผสมกับความเป็นไปได้ว่าถ้าสงครามอ่าวเปอร์เซียยังยืดเยื้อ Dubai Mall ห้างสรรพสินค้าที่เคยเต็มไปด้วยผู้คน อาจเงียบเหมือนโกดังติดแอร์ เพราะดูไบยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และคนเดินห้างจะลดลง 45% ยอดขายสินค้าโซนหรูอาจลดลงถึง 60% ร้านค้า 15% จะเริ่มปิดตัว

ขณะที่ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 25% ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 30% ปัญหาต่างๆ รอบด้านยังมาจากการขาดแคลนสินค้าเพราะระบบโลจิสติกส์สะดุด เป็นต้น

...

สำคัญสำหรับความหรูหราก็คือ พฤติกรรมผู้คนจะเปลี่ยนจากการ “ซื้อสินค้าหรู” ไปสู่ “การกักตุนสินค้าจำเป็น” มากกว่า

มีคำถามพรั่งพรูไปยังผู้บริหารนครดูไบมากมายว่า พวกเขาจะสามารถรักษาเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยว ความหรูหราฟุ่มเฟือย และนักลงทุนภายนอกมากถึง 60% ต่อไปได้อย่างไร หากความมั่นคงถูกสั่นคลอน หรือพังพาบลง

สนามบิน Dubai International Airport ถือเป็นหัวใจของเศรษฐกิจที่รองรับคนเดินทางได้กว่า 100 ล้านคนในแต่ละปี แต่เมื่อเกิดเหตุความไม่ปลอดภัยขึ้น ความเชื่อมั่นก็พังลงทันที

แน่นอนว่า เที่ยวบินของสนามบินที่กลายเป็นฮับของตะวันออกกลางแห่งนี้ จำต้องลดการทำงานลงเหลือเพียง 12% เพราะเที่ยวบินที่เคยใช้เส้นทาง ต้องหันไปบินในเส้นทางอื่น มีผลให้จำนวนเที่ยวบินลดลงถึง 70% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดูแลสนามบินที่ว่างลง ยังคงสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน

ทั้งนี้ บริษัทประกันภัย ได้เพิ่มเบี้ยความเสี่ยงขึ้นถึง 500% เท่ากับบอกว่า เลิกใช้ดูไบเถอะ

เมื่อหันมาดูธุรกิจโรงแรม และอาคารที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราอย่าง Burj Al Arab บัดนี้ความหรูหราฟุ่มเฟือยกลับกลายเป็นภาระ หลายอาคารมีเศษซากของโดรนที่ถูกสกัดตกใส่จนต้องซ่อมสูงกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ในช่วงหลังเดือน มี.ค. เป็นต้นมา) ในขณะที่อาคารขนาดใหญ่ซึ่งแสดงถึงความรุ่งเรืองสุดขีดอย่าง Burj Khalifa ตกเป็นเป้าหมายแห่งการโจมตี

แม้ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ผู้บริหารนครดูไบจะนำพาเศรษฐกิจสู่จุดสูงสุดในรสนิยมอันเป็นเลิศที่สามารถนำไปเชื่อมต่อกับโลกทั้งใบได้สำเร็จก็ตาม

โลกที่เข้าสู่ความผันผวนถาวรจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และไม่อาจสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ตัวเองได้ ทั้งยังพลิกกลับไปสู่ยุคที่แต่ละประเทศลดการพึ่งพากันและกันมากขึ้น แล้วหันมาพึ่งตัวเองเป็นหลัก ยิ่งทำให้ผู้บริหารนครดูไบต้องคิดหนัก

นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจว่า จุดที่เคยติดอันดับสูงสุดของธุรกิจการท่องเที่ยวของดูไบ อย่าง “At the Top” พบว่า ที่สุดอาจปิดตัวลงอย่างไม่มีกำหนด เพราะยามที่มีสัญญาณเตือนภัยขีปนาวุธนั้น สั้นมากเพียงแค่ 3 - 5 นาที ทำให้การอพยพผู้คนทำไม่ทัน

การปิดให้บริการของธุรกิจต่างๆ จึงง่ายกว่าที่จะรักษาความปลอดภัยให้กับผู้คน ซึ่งราคาประกันพุ่งสูงจนทุกฝ่ายต่างต้องรับความเสี่ยงกันเอง

อย่างที่บอกไว้แต่ต้น ตึกที่เคยเป็นความภาคภูมิใจ กำลังกลายเป็นภาระ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย กระทั่งส่งผลให้มูลค่ารวมของอสังหาริมทรัพย์ในดูไบลดลงไป 22% ภายในเวลาเพียง 60 วัน

ส่วนเกาะปาล์ม หรือ Palm Jumeirah “สวรรค์กลางทะเล” มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะกลายเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงจะถูกตัดขาดง่ายกว่าพื้นที่อื่นๆ เพราะระบบน้ำ และของเสียเริ่มมีปัญหา ส่งผลให้มีการประกาศขายบ้านเร่งด่วน แม้จะขาดทุนถึง 300% ก็ตาม เนื่องด้วยเส้นทางบนเกาะที่มีผู้อาศัยราว 80,000 คน กลับมีเส้นทางเดียวเข้า-ออก เพียงเส้นทางเดียว

นครดูไบยังมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดูแลพิพิธภัณฑ์แห่งอนาคต ที่พาเราออกไปนอกโลก และย้อนกลับมามองอนาคตของโลกในอีก 50 ปีข้างหน้า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ผู้บริหารอาจจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณลง เพราะมีผู้เข้าชมลดน้อยลงตามลำดับ ในเวลาเดียวกันที่ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศทยอยออกจากดูไบไป

...

สิ่งที่จะแสดงถึงความล่มสลายจุดแรกก็คือ Global Village สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่จะประกาศปิดตัวเพราะไม่อาจควบคุมความปลอดภัย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าตึกถึง 10 เท่าจากขนาดพื้นที่ที่ใหญ่มากถึง 1.6 ล้านตร.ม. ทั้งยังเป็นเป้าหมายการถูกโดรนโจมตีได้ง่าย

สำหรับ Ski Dubai การสร้างสกีรีสอร์ทท่ามกลางทะเลทราย ก็กำลังจะกลายเป็นวิกฤตเพราะใช้พลังงานเท่ากับเมืองขนาดเล็ก หากมีปัญหาไฟฟ้าดับ หิมะ 22 ตัน อาจจะละลายลงได้

นครดูไบปี 2026 จึงอาจเปรียบได้กับกระจกที่แตกร้าว ที่สะท้อนคำถามสำคัญต่อโลกยุคใหม่ว่า เราได้ให้คุณค่ากับความหรูหรา และความยิ่งใหญ่มากกว่ารากฐานที่แท้จริงของความมั่นคงหรือไม่ หากสงครามอ่าวเปอร์เซียไม่จบลงง่ายๆ และอาจใช้เวลานานเป็นปีในการสู้รบกัน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเจริญรุ่งเรืองอาจไม่ได้อยู่ที่ความสูงของตึกระฟ้า หรือความอลังการของโครงการขนาดยักษ์ แต่อยู่ที่ความมั่นคงของพื้นดินที่เรายืนอยู่ และสันติภาพที่ทำให้ทุกสิ่งมีความหมาย

บางที คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าเราสามารถสร้างอะไรได้สูงเพียงใด แต่เราจะสามารถรักษาสิ่งนั้นไว้ได้อย่างมั่นคงเพียงใด หากความมั่งคั่งนี้ปราศจากความมั่นคง