ยูเครนได้จัดพิธีรำลึกครบรอบ 40 ปี วิกฤตการณ์โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ซึ่งเป็นอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุดของโลก โดยการรำลึกในปีนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 กำลังสร้างความเสี่ยงครั้งใหม่ต่อความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในภูมิภาค

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี พร้อมด้วยผู้นำจากมอลโดวาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสหภาพยุโรป ได้ร่วมวางเทียนรำลึก ณ บริเวณโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล เซเลนสกีระบุว่า "ในขณะนี้ ความเสี่ยงไม่ได้ลดน้อยลงไปจากการกระทำของรัสเซีย ทั้งที่โรงไฟฟ้าซาปอริซเซีย และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วประเทศ"

รายงานระบุว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดรนของรัสเซียได้พุ่งชน "โดมเหล็กครอบเตาปฏิกรณ์" จนเป็นรู แม้จะยังไม่มีรายงานกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลและมีการซ่อมแซมเบื้องต้นแล้ว แต่ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) ประเมินว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 500 ล้านยูโร (ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท) ในการซ่อมแซมโครงสร้างหลักเพื่อป้องกันความเสียหายถาวร

ข้อมูลจากยูเครนยังระบุว่า ตั้งแต่กลางปี 2024 มีโดรนรัสเซียอย่างน้อย 92 ลำ บินเข้าใกล้รัศมี 5 กิโลเมตรของพื้นที่ป้องกันโรงไฟฟ้า

นอกจากเชอร์โนบิลแล้ว สถานการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย ซึ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป และถูกรัสเซียยึดครองตั้งแต่มีนาคม 2022 ก็อยู่ในขั้นวิกฤต โดยเมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมาพึ่งเผชิญกับสภาวะ "ไฟดับชั่วคราว"  เป็นครั้งที่ 15 ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ระบบหล่อเย็นจะล้มเหลวและนำไปสู่การหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์

เหตุการณ์เชอร์โนบิลเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1986 เวลา 01:23 น. เมื่อเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 เกิดระเบิดระหว่างการทดสอบระบบ ส่งผลให้กลุ่มควันกัมมันตภาพรังสีแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินยุโรป รัฐบาลสหภาพโซเวียตในขณะนั้นพยายามปกปิดข้อมูลอยู่นานหลายสัปดาห์ จนกระทั่งสวีเดนตรวจพบระดับรังสีที่ผิดปกติ

...

ผลกระทบจากเหตุการณ์ปี 1986 มีการประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งและผลกระทบระยะยาวตั้งแต่ 4,000 ราย ไปจนถึงเกือบ 100,000 ราย ส่วนผู้ได้รับผลกระทบ "กลุ่มผู้ชำระล้าง" (Liquidators) กว่า 600,000 คนที่เข้าไปกู้ภัยได้รับรังสีในระดับสูง และมีการกำหนดเขตหวงห้าม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,800 ตารางกิโลเมตรในยูเครนและเบลารุส ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามนุษย์จะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยไปอีก 24,000 ปี

ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถูกปิดใช้งานแล้ว และอยู่ระหว่างการรื้อถอน โดยมีเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 คนทำงานดูแลพื้นที่ ส่วนเมืองพริเพียต (Prypiat) ที่เคยมีประชากรกว่า 48,000 คน กลายเป็นเมืองร้างที่ธรรมชาติกลับเข้ายึดพื้นที่ มีสัตว์ป่าอย่างกวางมูสและม้าป่าหายากอาศัยอยู่ตามอาคารที่ผุพัง อย่างไรก็ตาม ความสงบเงียบนี้ถูกทำลายลงโดยสงคราม เมื่อกองทัพรัสเซียเข้ายึดพื้นที่ช่วงสั้นๆ ในปี 2022 และทหารบางส่วนได้ขุดสนามเพาะใน "ป่าแดง" (Red Forest) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสะสมของรังสีสูงที่สุด

ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลเตือนทิ้งท้ายว่า หากมีการโจมตีทางอากาศโดนโครงสร้างกำบังอีกครั้ง อาจส่งผลให้เกราะป้องกันพังทลายลง ซึ่งจะเป็นการปลดปล่อยฝันร้ายจากอดีตให้กลับมาทำลายภูมิภาคนี้อีกครั้ง.


ที่มา Reuters / AFP