โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันความพร้อมและความปลอดภัยในการต้อนรับ "กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3" และ "ราชินีคามิลลา" ในการเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดหลังเหตุพยายามลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐบาล ขณะที่อังกฤษหวังใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตที่ตึงเครียด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ยืนยันความปลอดภัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ในโอกาสเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีกำหนดการเริ่มต้นในวันนี้ (27 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยย้ำว่าพื้นที่ทำเนียบขาวได้รับการดูแลอย่างเข้มงวดและ "ปลอดภัยอย่างยิ่ง"
การยืนยันครั้งนี้มีขึ้นหลังจากทำเนียบขาวและสำนักพระราชวังบัคกิงแฮมได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม สืบเนื่องจากเหตุการณ์มือปืนพยายามบุกโจมตีงานเลี้ยงสมาคมสื่อมวลชนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำเนินกำหนดการตามเดิม
ทรัมป์เผยกับรายการ 60 Minutes ว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาได้ติดต่อมายังครอบครัวทรัมป์เป็นการส่วนตัวเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า "พระองค์ทรงเป็นสุภาพบุรุษที่ยอดเยี่ยม และผมเฝ้ารอที่จะได้ต้อนรับพระองค์ในพื้นที่ทำเนียบขาวที่ปลอดภัยที่สุดแห่งนี้"
เซอร์ คริสเตียน เทอร์เนอร์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ระบุว่าการเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ "รื้อฟื้นและกระชับมิตรภาพอันเป็นเอกลักษณ์" ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการทูตกำลังเผชิญกับความท้าทาย หลังจากทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ เกี่ยวกับนโยบายต่ออิหร่าน
...
หมายกำหนดการสำคัญของการเสด็จฯ เยือน 4 วัน โดยในวันแรกจะมีการจัดพิธีต้อนรับที่ทำเนียบขาวโดยประธานาธิบดีทรัมป์และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ตามด้วยการร่วมดื่มน้ำชากับผู้นำสหรัฐฯ และงานเลี้ยงในสวน
ส่วนในวันอังคาร พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงมีพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรส ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ทางการทูตที่สำคัญที่สุดในการรักษาสมดุลระหว่างจุดยืนของรัฐบาลอังกฤษและความสัมพันธ์กับทรัมป์
นอกจากนั้น พระองค์จะเสด็จฯ ไปยังอนุสรณ์สถาน 9/11 ในรัฐนิวยอร์กและเวอร์จิเนียเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชนชาวอเมริกัน
แม้การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่ายในอังกฤษ เช่น เซอร์ เอ็ด เดวีย์ ผู้นำพรรคเสรีประชาธิปไตยที่เสนอให้ยกเลิกการเดินทางเนื่องจากความไม่แน่นอนของผู้นำสหรัฐฯ แต่ทางรัฐบาลอังกฤษมองว่านี่คือโอกาสสำคัญในเชิงกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ การลงทุน, ความร่วมมือทางทหาร และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน
สำหรับทรัมป์ การได้ยืนเคียงข้างประมุขแห่งอังกฤษในเวทีโลกถือเป็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ในฐานะผู้นำระดับสากล และช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศ โดยทรัมป์เชื่อมั่นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยเยียวยาความสัมพันธ์ที่ร้าวรานกับอังกฤษได้อย่างแน่นอน.
ที่มา BBC