ผลการสืบสวนชี้ว่า เหตุเครื่องบิน F-15K ชนกันกลางอากาศเมื่อ 5 ปีก่อน มีสาเหตุจากนักบินพยายามถ่ายรูปและวิดีโอระหว่างบินเป็นที่ระลึกการบินครั้งสุดท้ายกับหน่วย ซึ่งนิยมทำกันในตอนนั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 เม.ย. 2569 ว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินของเกาหลีใต้ (Board of Audit and Inspection) เปิดเผยว่า อุบัติเหตุเครื่องบินขับ F-15K ชนกันกลางอากาศที่เมืองแทกู เมื่อปี 2564 มีสาเหตุมาจากการที่นักบินพยายามถ่ายภาพและวิดีโอระหว่างปฏิบัติภารกิจ

แม้ว่าในเหตุการณ์นี้นักบินจะรอดชีวิตโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่การพุ่งชนครั้งนั้นส่งผลให้เครื่องบินได้รับความเสียหาย และกองทัพต้องเสียค่าซ่อมบำรุงสูงถึง 880 ล้านวอน (ราว 19.2 ล้านบาท) โดยนักบินคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันออกจากกองทัพไปแล้ว ถูกสั่งปรับเป็นเงิน 88 ล้านวอน (ราว 1.9 ล้านบาท)

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากนักบินคนนี้ต้องการถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึกในการบินครั้งสุดท้ายกับหน่วยของเขา ซึ่งรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบระบุว่า การถ่ายรูปในเที่ยวบินสำคัญเป็น “แนวปฏิบัติที่ทำกันอย่างแพร่หลายในหมู่นักบินในขณะนั้น” และนักบินคนดังกล่าวได้แจ้งความประสงค์ที่จะถ่ายรูปไว้ตั้งแต่ช่วงการรายงานก่อนบินแล้ว

ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ เขารับหน้าที่เป็นนักบินเครื่องลูกฝูง หรือ วิงแมน (Wingman) บินตามเครื่องบินหลัก และในขณะที่กำลังบินกลับฐาน เขาได้เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวถ่ายภาพ เมื่อนักบินเครื่องหลักเห็นเช่นนั้น จึงสั่งให้นักบินอีกคนบนเครื่องของตนถ่ายวิดีโอเครื่องลูกฝูงลำนี้ไว้ด้วย

จากนั้น นักบินเครื่องลูกฝูงได้เร่งเครื่องเชิดหัวขึ้นและพลิกเครื่องเพื่อให้กล้องจับภาพได้สวยงามยิ่งขึ้น แต่การกระทำกะทันหันนี้ทำให้เครื่องบินทั้งสองลำเข้าใกล้กันมากเกินไป แม้นักบินเครื่องหลักจะพยายามลดระดับเพดานบินลงอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่เครื่องบิน F-15K ทั้งสองลำก็ชนกันในที่สุด ส่งผลให้ปีกซ้ายของเครื่องหลักและหางเสือของเครื่องลูกฝูงได้รับความเสียหาย

...

กองทัพอากาศเกาหลีใต้ได้สั่งพักงานวิงแมนคนดังกล่าว ซึ่งต่อมาเขาได้ลาออกจากกองทัพไปทำงานกับสายการบินพาณิชย์ ทางกองทัพพยายามเรียกค่าเสียหายจากเขาเป็นเงิน 880 ล้านวอนเพื่อครอบคลุมค่าซ่อมแซมทั้งหมด แต่นักบินได้ยื่นอุทธรณ์ จนนำไปสู่การสอบสวนโดยคณะกรรมการตรวจสอบในครั้งนี้

วิงแมนยอมรับว่าการเคลื่อนที่ที่กะทันหันของเขาเป็นเหตุให้เกิดการชนจริง แต่โต้แย้งว่านักบินเครื่องหลักเองก็ “ให้ความยินยอมโดยนัย” เนื่องจากทราบดีว่ามีการถ่ายทำกันอยู่

สุดท้าย คณะกรรมการตรวจสอบมีคำตัดสินให้นักบินจ่ายค่าปรับเพียง 1 ใน 10 ของจำนวนที่กองทัพเรียกร้อง โดยให้เหตุผลว่ากองทัพอากาศควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย เนื่องจากขาดกฎระเบียบที่เข้มงวดในการควบคุมการใช้กล้องส่วนตัวของนักบิน

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังคำนึงถึงประวัติการทำงานที่ดีของนักบิน และความสามารถในการประคองเครื่องกลับสู่ฐานได้อย่างปลอดภัยหลังเกิดเหตุ ซึ่งช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจบานปลายไปมากกว่านี้

อนึ่ง ในรายงานไม่ได้ระบุว่ามีการดำเนินการทางวินัยใด ๆ ต่อตัวนักบินคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc