ผู้ว่าฯ นิวยอร์กจ่อเก็บภาษีพิเศษรายปี กับบรรดาเศรษฐีที่มีบ้านพักหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 160 ล้านบาท หวังแก้ปัญหาช่องว่างงบประมาณและสกัดเหล่านักลงทุนที่ใช้บ้านหรูเป็นที่พักเงิน คาดสร้างรายได้เข้ารัฐกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี
นางแคธี โฮคูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แถลงข้อเสนอใหม่ในการจัดเก็บภาษีพิเศษ "pied-à-terre" กับบรรดาเศรษฐี สำหรับ "บ้านหลังที่สอง" ที่มีมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 160 ล้านบาท) ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากนายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีคนใหม่ของนครนิวยอร์กผู้มีแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย
ผู้ว่าฯ โฮคูล ระบุผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการว่า "หากคุณมีเงินซื้อบ้านหลังที่สองมูลค่ากว่า 5 ล้านดอลลาร์เพื่อปล่อยว่างไว้เกือบทั้งปี คุณก็ย่อมมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือสังคมเหมือนชาวนิวยอร์กคนอื่นๆ"
โดยภาษีดังกล่าวจะเรียกเก็บในรูปแบบของ "ค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มรายปี" ที่พุ่งเป้าไปที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้พำนักอยู่ในนิวยอร์กเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มชนชั้นนำระดับโลกที่ใช้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในแมนฮัตตันเป็นเพียง "แหล่งพักเงิน" มากกว่าการอยู่อาศัยจริง ซึ่งนโยบายนี้มีลักษณะคล้ายกับที่บังคับใช้แล้วในฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และแคนาดา
ข้อเสนอนี้ถือเป็นชัยชนะบางส่วนของนายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีที่เพิ่งดำรงตำแหน่งครบ 100 วัน ซึ่งหาเสียงด้วยนโยบาย "เก็บภาษีคนรวยเพื่อคนจน" เพื่อนำเงินมาอุดหนุนโครงการสวัสดิการอย่าง รถเมล์ฟรี, ศูนย์ดูแลเด็กถ้วนหน้า และร้านชำของรัฐ
นายมัมดานีกล่าวว่า "เราเข้าใกล้การสร้างสมดุลทางงบประมาณไปอีกก้าว ด้วยการเก็บภาษีกลุ่มอภิมหาเศรษฐีและชนชั้นนำของโลกผ่านกฎหมาย "บ้านหลังที่ 2" ครั้งแรกในรัฐของเรา" ขณะเดียวกันนครนิวยอร์กกำลังเผชิญกับภาวะงบประมาณขาดดุลอย่างหนักที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อน
...
ฝ่ายบริหารของมัมดานีได้ยกตัวอย่างมหาเศรษฐีอย่าง เคน กริฟฟิน ซีอีโอของ Citadel ที่เคยทำสถิติซื้อคอนโดมิเนียมหรูริมสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ก ในราคาถึง 238 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 โดยนายกริฟฟินเคยออกมาวิจารณ์นโยบายของมัมดานีว่าไม่ใช่สิ่งที่ชาวนิวยอร์กควรได้รับ
ขณะที่นายบรูซ เบลคแมน คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน โจมตีผู้ว่าฯ โฮคูลว่าผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะไม่มีการเพิ่มภาษีใหม่ในปีเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม โฮคูลยืนยันว่าเธอจะสนับสนุนเฉพาะภาษีอสังหาริมทรัพย์หรูนี้เท่านั้น แต่จะไม่ยอมรับข้อเสนอการขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่กลุ่มสังคมนิยมเรียกร้อง
หากกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภารัฐนิวยอร์ก คาดว่าจะสร้างรายได้เข้ารัฐได้ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยปิดช่องว่างงบประมาณของเมืองที่กำลังวิกฤตอยู่ในขณะนี้.