การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านครั้งประวัติศาสตร์แบบเผชิญหน้า ที่กินเวลายาวนานกว่า 21 ชั่วโมง ณ กรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน สิ้นสุดลงโดยไม่มีการลงนามในข้อตกลง หลังสหรัฐฯ ย้ำจุดยืนอิหร่านต้องยุติโครงการนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง ขณะที่อิหร่านชี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความระแวงหลังทำสงครามมา 40 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์อาจสิ้นสุดลง

การเจรจาเผชิญหน้าครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ได้สิ้นสุดลงเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ (12 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ ส่งผลให้ชะตากรรมของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ดำเนินมาแล้ว 2 สัปดาห์ยังคงไม่มีความชัดเจน

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา เปิดเผยภายหลังการประชุมอันยาวนานกว่า 21 ชั่วโมงว่า การเจรจาต้องยุติลงโดยไม่มีข้อตกลง เนื่องจากฝ่ายอิหร่านปฏิเสธที่จะยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ ในการระงับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องอย่างถาวร

"ความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นเรียบง่าย คือเราต้องเห็นคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนว่าอิหร่านจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์" แวนซ์กล่าวพร้อมระบุว่านี่คือ "ข้อเสนอสุดท้ายและดีที่สุด" ที่สหรัฐฯ มอบให้อิหร่านก่อนที่เขาจะเดินทางออกจากปากีสถานทันที

ด้านนายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่าแม้จะมีความเห็นตรงกันในบางเรื่อง แต่ยังมีประเด็นสำคัญ 2-3 ประเด็นที่ยังเห็นต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยย้ำว่าการเจรจานี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านต้องเผชิญกับ "สงครามที่ถูกยัดเยียด" มานานถึง 40 วัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังให้บรรลุข้อตกลงได้ในการประชุมเพียงครั้งเดียว

...

แหล่งข่าวระบุว่า อิหร่านได้ตั้ง "เส้นตาย" หลายประการ รวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และการขอให้ปลดล็อกอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความเห็นว่าผลการเจรจาจะเป็นอย่างไรนั้นไม่มีผลต่อเขา เพราะเขามองว่าสหรัฐฯ ได้รับชัยชนะในเชิงการทหารไปแล้ว

ท่ามกลางการเจรจา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งการให้เรือทำลายล้างของสหรัฐฯ รุกคืบเข้าไปในช่องแคบฮอร์มุซเพื่อเริ่มภารกิจกวาดล้างทุ่นระเบิด โดยระบุว่า "ไม่ว่าจะตกลงกันได้หรือไม่ เราจะเปิดเส้นทางเดินเรือให้ปลอดภัย" ซึ่งช่องแคบนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในเลบานอนยังคงวิกฤต โดยอิสราเอลยืนยันว่าไม่มีการหยุดยิงในพื้นที่ดังกล่าวและยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง 

ในส่วนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน จะมีขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ในวันที่ 14 เม.ย. นี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ และเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ จะเข้าร่วมการเจรจาในครั้งนี้ 

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายได้แถลงข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับขอบเขตของการเจรจา ฝ่ายทำเนียบประธานาธิบดีเลบานอนระบุว่า ทั้งสองได้พูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อวันศุกร์ และตกลงที่จะหารือเรื่องการประกาศหยุดยิงและกำหนดวันเริ่มต้นการเจรจาทวิภาคีภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ แต่สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การหารือดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ และอิสราเอลปฏิเสธที่จะหารือเรื่องการหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ สงครามครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 5,000 คน แบ่งเป็นในอิหร่าน 3,000 คน และเลบานอนกว่า 2,000 คน 

อนาคตของสันติภาพในตะวันออกกลางยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย เมื่อคำประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์ของทรัมป์กำลังจะหมดลง โดยไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าความขัดแย้งนี้จะยุติลงได้ด้วยวิธีทางการทูตในเร็ววัน และการล้มเหลวของการเจรจาครั้งนี้ สะท้อนถึงความท้าทายในการหาทางออกทางการทูต ท่ามกลางความขัดแย้งเชิงลึก และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.


ที่มา Associated Press / Al Jazeera / BBC