แหล่งข่าวเปิดเผยบทบาทสำคัญของ "จีน" ในฐานะตัวแปรหลักที่ผลักดันให้อิหร่านยอมตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ นาน 2 สัปดาห์ โดยใช้ช่องทางผ่านประเทศคนกลางและพันธมิตรทางการค้า บีบให้คืนสู่โต๊ะเจรจาเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงเปิดเผยว่า รัฐบาลจีนในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ได้แสดงบทบาทเป็น "ผู้ชี้นำ" อยู่เบื้องหลังความพยายามให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยจีนได้ดำเนินการอย่างเงียบๆ ผ่านคนกลางอย่างปากีสถาน ตุรกี และอียิปต์ เพื่อกดดันให้อิหร่านเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ยืนยันถึงบทบาทของจีนในครั้งนี้ว่า จีนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการจูงใจให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของจีนเอง ที่ต้องการให้สถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลงก่อนที่ทรัมป์จะมีกำหนดการเดินทางเยือนจีนเพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากที่แผนการเยือนเดิมในช่วงปลายเดือนมีนาคมถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากภาวะสงคราม
นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า "ทุกฝ่ายจำเป็นต้องแสดงความจริงใจและยุติสงครามที่ไม่มีควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกนี้โดยเร็ว" พร้อมย้ำว่าจีนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบของความขัดแย้งที่มีต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงทางพลังงาน ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันแถลงว่า ปักกิ่งได้ทำงาน "อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อสันติภาพ" นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น
แม้จีนจะพยายามผลักดันการหยุดยิง แต่ในเวทีสหประชาชาติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 เม.ย.) จีนได้ร่วมกับรัสเซียใช้สิทธิ "วีโต้" คัดค้านร่างมติที่เรียกร้องให้รัฐต่างๆ ประสานงานเพื่อคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยนายฟู่ ชง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ ให้เหตุผลว่าการผ่านมติดังกล่าวในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการคุกคาม อาจเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดต่อสถานการณ์โลก
...
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการยกระดับบทบาทของตนเองในกิจการโลก โดยใช้ทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจและการทูตในการกดดันพันธมิตรอย่างอิหร่าน ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาจุดยืนทางการเมืองที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ ในเวทีสากลควบคู่กันไป.
ที่มา ASSOCIATED PRESS / NDTV