โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ดำเนินคดีนักข่าวที่รายงานข่าวการช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน พร้อมเรียกร้องเปิดเผยแหล่งข่าว อ้างกระทบความมั่นคง ท่ามกลางความตึงเครียดกับสื่อที่ทวีความรุนแรง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงระบุว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้สื่อข่าวที่รายงานข่าวการช่วยเหลือนักบินในอิหร่านเป็นคนแรก โดยยื่นคำขาดให้เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล มิเช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุก

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าอิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) ซึ่งมีนักบินอยู่บนเครื่อง 2 นาย ต่อมาสื่อมวลชนหลายสำนักได้รายงานว่านักบินนายแรกได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยโดยกองกำลังสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์มองว่าการเปิดเผยข้อมูลนี้เป็นการบ่อนทำลายความปลอดภัยของปฏิบัติการกู้ภัยนักบินรายที่สองที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนั้น แม้ว่าในเวลาต่อมานักบินรายที่สองจะได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยก็ตาม

คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชน โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อการนำเสนอข่าวสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่เขามองว่าเป็นไปในเชิงลบ

ทรัมป์กล่าวว่า "เราไม่ได้พูดถึงการช่วยเหลือนักบินคนแรกเลยเป็นชั่วโมง แต่แล้วกลับมีคนทำข้อมูลรั่วไหล ซึ่งเรากำลังตามล่าหาตัวผู้ปล่อยข่าวรายนี้อย่างจริงจัง" พร้อมเสริมว่า "เราจะไปที่บริษัทสื่อที่นำเสนอข่าวนั้น และจะบอกพวกเขาว่า 'นี่คือเรื่องความมั่นคงของชาติ จงมอบข้อมูลมา หรือไม่ก็ไปติดคุก'"

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าทรัมป์หมายถึงสื่อสำนักใดหรือนักข่าวคนไหนเป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีสื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อาทิ The New York Times, CBS News และ Axios ที่รายงานข่าวการกู้ภัยในเวลาไล่เลี่ยกัน

...

การออกมาข่มขู่ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการยกระดับการโจมตีเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งเดือน เบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้โพสต์ข้อความเตือนสถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอ "ข่าวปลอม" ว่าอาจส่งผลกระทบต่อการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการ

ขณะนี้ทางทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่านักข่าวรายใดคือเป้าหมายของการข่มขู่ในครั้งนี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้อำนาจรัฐคุกคามสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน.


ที่มา Reuters